จากที่ใด?” เฟิ่งจิ่วใช้สองมือประสานรองไว้ใต้ศีรษะ มองหญิงสาวสองคนที่กำลังทุบขาให้เธออยู่ด้านข้างพลางถาม
“เรียนแม่นางเฟิ่ง พวกบ่าวถูกเรียกตัวมาจากหอนารีวิไลเจ้าค่ะ” หญิงสาวทั้งสองตอบพร้อมกัน
“อ้อ? ที่นี่ก็มีหอนารีวิไลด้วยหรือ?” เธอชำเลืองมองเซวียนหยวนโม่เจ๋อที่นั่งอยู่ด้านหนึ่ง ถามคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า “ท่านไม่เคยไปเลยหรือ”
“ไม่เคย”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อกล่าว เห็นเฟิ่งจิ่วหรี่ตาอย่างสบายใจอยู่ตรงนั้น ซ้ำยังมีผู้หญิงสองคนคอยปรนนิบัติ เขาจึงกล่าวว่า “ข้าจะไปสะสางงานที่ห้องหนังสือก่อน ค่ำหน่อยค่อยกลับมา”
หลังจากเห็นเขาไปแล้ว เฟิ่งจิ่วเลิกคิ้ว ชำเลืองมองฮุยหลางที่อยู่ด้านข้าง “นี่นายท่านของเจ้ากำลังหนีความผิดอยู่หรือ?”
“แหะๆ จะใช่ได้อย่างไรกัน?” ฮุยหลางยิ้มกระอักกระอ่วน แล้วถอยออกไปข้างนอก
เฟิ่งจิ่วแค่นเสียงขึ้นจมูก ไม่พูดอะไรอีก แต่ตาปรือแล้วนอนหลับไป
เวลานี้ หญิงสองคนเห็นเฟิ่งจิ่วหลับแล้ว จึงแอบมองพิจารณาเงียบๆ วันนี้ตอนตามหานหรงเข้ามาพวกนางได้แต่ก้มหน้าตลอดเวลา ไม่กล้ามองนางตรงๆ ตอนนี้พอมองดู ก็อดตะลึงในความงามของนางไม่ได้
ความงามเช่นนี้ แม้ในหมู่หญิงงามนับร้อยในหอนารีวิไลก็ยังไม่มีใครเทียบได้ มิน่าล่ะถึงได้เข้าตาเจ้าตำหนักยมราช
ได้ยินว่านายท่านที่ไม่เคยใกล้ชิดสตรี รักและทะนุถนอมหญิงชุดแดงผู้หนึ่งมาก เห็นนางเป็นดั่งสมบัติล้ำค่า วันนี้ได้เห็นแล้ว ทั้งสองอดอิจฉาและชื่นชมไม่ได้
หากพวกนาง