ปงาม สนใจขึ้นมาชมจันทร์หรือไม่?” เธอนั่งขัดสมาธิ มือข้างหนึ่งชันคาง ยิ้มระรื่นมองเซวียนหยวนโม่เจ๋อที่อยู่ข้างล่าง “ความจริงท่านเอาเปรียบผู้หญิงคนนั้นสักหน่อยข้าก็ไม่หึงหวงหรอก ขอแค่ท่านอย่าถูกคนอื่นเอาเปรียบก็พอ”
ยามได้ยินประโยคข้างหน้า กลีบปากของเซวียนหยวนโม่เจ๋อเตรียมจะหยักยิ้มขึ้นมา กำลังคิดว่าแม่สาวน้อยคนนี้ในที่สุดก็รู้ความเสียที รู้จักชวนเขาชมจันทร์แล้ว ใครจะรู้ว่าพอถึงประโยคต่อมา กลับทำให้ความคิดก่อนหน้านี้ของเขาสะดุดกึกไปทันที
ยังไม่รู้ความเหมือนเดิมตามคาด
เขาเอามือไพล่หลังเดินออกจากห้องหนังสือ เหลือบมองผู้หญิงคนนั้นที่ตกใจจนหมดสติไปแล้ว ก่อนสั่งให้อิ่งอีเอาตัวคนออกไป จากนั้นก็เขย่งปลายเท้ากระโดดขึ้นไปบนหลังคาเรือน และสาวเท้าเดินเข้าไปหาร่างสีแดงอย่างช้าๆ
เฟิ่งจิ่วกะพริบตามอง ชื่นชมร่างชุดดำที่กำลังเดินมาท่ามกลางแสงจันทร์ มองดูชายที่ท่วงท่าดุจเทพเซียน รอบกายเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้ชายวัยผู้ใหญ่ เธออดไม่ได้ที่จะหรี่ตา รู้สึกว่าสายตาที่ใช้เลือกผู้ชายของตัวเองช่างดีเลิศจริงๆ ผู้ชายที่ยอดเยี่ยมอย่างนี้ เธอกอดขาเขาตั้งแต่แรกเจอเลยทีเดียว
ส่วนเฟิ่งจิ่วที่มีใบหน้าเจ้าเล่ห์แก่นแก้ว นั่งอยู่บนหลังคาอย่างเอ้อระเหยเกียจคร้าน ชันคางยิ้มตาหยีพลางมองมาที่เขา ในสายตาของเซวียนหยวนโม่เจ๋อก็เปรียบเหมือนภูตพรายภายใต้ท้องฟ้ายามราตรี ฉุดกระชากวิญญาณผู้พบเห็น ชวนให้คนใจสั่นหวั่นไหว
“หนุ่มรูปงาม ยิ