งในจานแล้วยกไปเบื้องหน้าจักรพรรดิ “องค์จักรพรรดิ พระองค์อยากกินอะไรก็บอกหม่อมฉันได้ หม่อมฉันจะหยิบให้เองเพคะ”
“อืม” จักรพรรดิตอบรับ ไม่ไปสนใจพวกเธออีก
“ลองอันนี้สิ” เซวียนหยวนโม่เจ๋อคีบอาหารมาวางในชามของเธอ “กินตอนร้อนๆ รสชาติถึงจะดี”
“ได้ เจ้านี่เมื่อวานข้าก็กินไป รสชาติไม่เลวเลย ท่านลองบ้างสิ” เธอคีบของอย่างหนึ่งวางลงในชามของเขา
ตรงตำแหน่งประธาน แม้จักรพรรดิกำลังกินอาหาร แต่หางตากลับลอบสังเกตทั้งสองคน เห็นพวกเขาคีบอาหารให้กันบ่อยครั้ง ไม่คุยอะไรมาก แต่ระหว่างทั้งคู่เต็มไปด้วยความเชื่อใจและความอบอุ่น เขามองแล้วกลับเบ้าตาร้อนผ่าว
เขาหลุบตาลงเล็กน้อย ยกน้ำชาข้างๆ มาจิบ เพื่อปกปิดสีหน้าแปลกๆ ไว้
ทว่าในยามนี้ หลังจากเซวียนหยวนโม่เจ๋อตักน้ำแกงยื่นไปให้เฟิ่งจิ่ว กลับเห็นอีกฝ่ายพยักเพยิดไปทางจักรพรรดิที่กำลังดื่มชา เซวียนหยวนโม่เจ๋อเห็นเช่นนี้ก็เม้มริมฝีปาก แววตาค่อนข้างเคร่งขรึม ผ่านไปพักหนึ่งก็ยังไม่ขยับเขยื้อน
เขาเห็นสาวน้อยข้างกายดึงๆ แขนเสื้อของเขา ส่งสัญญาณมาให้หลายครั้ง เขาจึงตักชามใหม่มาวางลงตรงหน้าจักรพรรดิ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “กินข้าวอย่าดื่มชาเลย ดื่มน้ำแกงเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิตกใจเล็กน้อย เมื่อเงยหน้ามองบุตรชาย ก็เห็นเขากินอาหารอยู่ตรงนั้นแล้ว หากไม่ใช่เพราะมีน้ำแกงร้อนๆ วางอยู่ตรงหน้า เขาคงถึงขั้นนึกว่านั่นเป็นภาพลวงตาแล้ว
เฟิ่งจิ่วเผยรอยยิ้มให้จักรพรรดิ ไม่พูดอะไร