”
ฟังวาจาของสองคนข้างล่างแล้ว องค์จักรพรรดิหรี่ตา จับจ้องเฟิ่งจิ่ว แต่กลับกล่าวกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อว่า “เจ้าออกไปก่อน”
ครานี้เซวียนหยวนโม่เจ๋อกลับไม่ขยับ ยืนอยู่ตรงนั้นพลางจ้องมององค์จักรพรรดิ “หากมีโทสะก็มาลงที่ข้า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาง”
“ข้าบอกให้เจ้าออกไปก่อน ไม่ได้ยินหรือ? ออกไป!” ดวงตากรุ่นโกรธตวัดมอง สายตาคมกริบจับจ้องที่เซวียนหยวนโม่เจ๋อ
เห็นเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วดึงแขนเสื้อเขา “ท่านออกไปรอข้าข้างนอก วางใจได้ ไม่เป็นไรหรอก”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย มองเฟิ่งจิ่วข้างกายแวบหนึ่ง แล้วจึงหันไปมองบิดาบนที่นั่งประธาน กล่าวเสียงเข้มว่า “หากนางบาดเจ็บแม้แต่ขนเส้นเดียว ข้าจะมาเอาเรื่องกับเสด็จพ่อ!” เอ่ยจบจึงค่อยหันตัวเดินออกไป
แววตาของจักรพรรดิมืดทึม นัยน์ตาคมกริบดุจมีดตวัดมองแผ่นหลังที่กำลังเดินจากไปของเซวียนหยวนโม่เจ๋อ จากนั้นหันมามองสตรีชุดแดงที่ยืนอยู่กลางตำหนัก “เจ้าชื่ออะไร เอาผ้าปิดหน้าลงเสีย”
เฟิ่งจิ่วดึงผ้าปิดหน้าลงตามที่เขาบอก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง ก่อนเงยหน้ามองคนที่นั่งอยู่ด้านบน “หม่อมฉันชื่อเฟิ่งจิ่วเพคะ”
“หน้าตาไม่เลว มิน่าถึงได้ทำให้เขาหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น และยังทำร้ายรัชทายาทชื่อสุ่ยจนบาดเจ็บสาหัสอย่างไม่ลังเล” องค์จักรพรรดิจ้องเธอพลางกล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฟิ่งจิ่วแย้มยิ้ม “เขาไม่ใช่คนฉาบฉวย เขาไม่ได้สนใจที่ใบหน้าของหม่อมฉัน แต่เขาชอบที่หม่อมฉันเป็นต