สนิทสนมกับสตรีเพศหรือ?”
เธอยิ้มแต่หน้าแววตากลับไม่ยิ้ม กล่าวว่า “แต่เหตุใดข้าจำได้ว่า ในตำหนักยมราชของท่านมีหอนารีวิไลอยู่ด้วย? ในนั้นมีหญิงงามบริสุทธิ์ มีทั้งงามเย้ายวน งามอวบอิ่มก็มี ตัวเล็กน่ารักก็มี เรียกได้ว่าแต่ละนางปานบุปผาละลานตามีเอกลักษณ์ของตัวเอง! อีกทั้งมีครั้งหนึ่งท่านยังเรียกสตรีสองนางไปหาด้วย?”
“สตรีในหอนารีวิไลมีหน้าที่ของพวกนาง เรื่องนี้เจ้าเองก็รู้ เจ้ายังเคยไปเดินเที่ยวข้างในเลยไม่ใช่หรือ? น่าจะรู้ว่าข้าไม่ได้ทำอะไรเสเพล ส่วนเรื่องนั้นข้าไม่ได้เป็นคนต้นคิด เป็นความคิดของฮุยหลางทั้งนั้น”
เขาตัดสินใจโยนความผิดให้ฮุยหลางเสีย เมื่อเห็นนางกอดอกแล้วแค่นเสียงขึ้นจมูก เขารีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ในเมืองมีภัตตาคารแห่งหนึ่งทำอาหารได้ประณีตและเลิศรสมาก ข้าพาเจ้าไปชิมดีหรือไม่?”
หลังจากได้ยิน เฟิ่งจิ่วก็เผยรอยยิ้ม ก่อนถามทั้งใบหน้ายิ้มระรื่น “เหตุใดท่านไม่พาองค์หญิงอิ๋งเสวี่ยหญิงงามอันดับหนึ่งที่สารภาพรักกับท่านไปเล่า?”
“หากนางจะไป ย่อมมีหยางหย่งเป็นคนพาไป ข้างกายข้าจะมีสตรีแค่เจ้าคนเดียว”
ได้ยินเช่นนั้น เธอก็รู้สึกคลายใจขึ้นมาก “เช่นนั้นก็ได้! ข้าจะไปกินเป็นเพื่อนท่านก็แล้วกัน”
เซวียนหยวนโม่เจ๋อหลุดขำพลางส่ายหน้า ลุกขึ้นยืนแล้วจูงมือเธอออกไปข้างนอก อารมณ์เบิกบานของคนทั้งสองไม่ได้เสียบรรยากาศไปเพราะการปรากฏตัวขององค์หญิงอิ๋งเสวี่ย ถึงปากเฟิ่งจิ่วจะกล่าววาจาหึงหวง แต่ในใจกลับเห