้างหน้า กล่าวแนะนำอย่างกระตือรือร้น
ส่วนทางด้านหลัง จูซานสะกิดมารดาของตนเอง กระซิบข้างหูว่า “ท่านแม่ ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเขาจะพาพวกเราไปขายเลยเล่า?”
เย่อวี๋หรานกลั้นยิ้มแล้วกล่าวว่า “ก็จะพาพวกเราไปขายจริง ๆ นั่นแหละ”
จูซานตะลึง “รู้แล้วท่านยังจะ…”
“เจ้าไม่รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสนใจบ้างหรือ?” เย่อวี๋หรานถาม
จูซานร้อนใจ รู้สึกว่ามารดาจะแปรพักตร์เสียแล้ว มารดาถึงกับยอมขายเขากับน้องเจ็ดเพียงเพื่อเด็กน้อยที่น่าสนใจคนหนึ่งเนี่ยนะ?
เขาอยากพูดเหลือเกินว่า ‘ท่านแม่ ท่านขาดแคลนลูกชายกับหลานชายหรือขอรับ? ถ้าท่านขาดแคลนหลานชาย กลับหมู่บ้านสกุลจูไปเร่งให้คนที่บ้านคลอดออกมาสักคนก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ? เชื่อว่าในหมู่พวกเขาจะต้องมีคนทำให้ท่านสมปรารถนาได้แน่’
แต่เขาไม่ได้พูดออกมา
โตขนาดนี้แล้วยังจะมาถือสาเรื่องแค่นี้ น่าอายจะตายไป!
ช่วยไม่ได้ ได้แต่อดทนอดกลั้นไปก่อนแล้ว
“อาเฉิน ข้าพาคนมาดูเรือนขอรับ” แววตาของเสี่ยวเอ่อร์ตัวมีความยินดีเต็มเปี่ยม เดินเข้าไปในร้านสุราตรงปากตรอกแล้วร้องทักทายเข้าไปข้างใน “ซิ่วไฉคนหนึ่งอยากเช่าเรือนที่เงียบสงบและอยู่ใกล้กับโจวเสวียสักหน่อยขอรับ”
“ซิ่วไฉ?” อาเฉินที่กำลังคุยกับเสี่ยวเอ้อร์ของร้านอยู่หันหน้ากลับมา หนวดเคราบนใบหน้าโกนออกจนเกลี้ยง ทว่าใบหน้ารูปเหลี่ยมนั้นยังแลดูสากกระด้างอยู่บ้าง
สายตากวาดมองมาทางคณะของเย่อวี๋หราน ก็มองเห็นจูชีที่สวมชุดคลุมยาวได้ทันที
จูชีรู้สึกอ