ช้ใบไม้ห่อไว้ก่อนส่งให้เฟิ่งจิ่วชิ้นหนึ่ง
“เจ้าชิมเสียหน่อย”
เฟิ่งจิ่วรับมาอย่างไม่เกรงใจ หั่นชิ้นเล็กมาลองกินดู ก่อนจะพยักหน้า “อืม แห้งดี อย่าย่างไหม้ล่ะ”
“มา ชิ้นนี้ให้เจ้า” หนิงหลางยื่นให้ปี้ซานชิ้นหนึ่ง ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าติดตามเฟิ่งจิ่ว เช่นนั้นก็เป็นคนกันเองแล้ว ไม่ต้องเกรงใจเรา”
ปี้ซานกล่าวขอบคุณ แล้วรับไปกิน
“น่าแปลก เหมือนนกอินทรีตัวนั้นไปแล้วยังไม่กลับมา” หนิงหลางมองเฟิ่งจิ่ว “จะโดนคนจับไปหรือไม่?”
“ไม่น่าหรอก เดาว่าคงรู้ว่าพวกเจ้าจะไปกันแล้ว ก็เลยไม่มากระมัง!” เฟิ่งจิ่วหั่นเนื้อชิ้นหนึ่งกิน มองหนิงแวบหนึ่งแล้วถามว่า “สัตว์เลี้ยงของเจ้าเล่า?”
“อยู่ในห้วงมิติสัตว์วิญญาณ ข้าเห็นว่ามันยังเล็ก เลยให้มันอยู่ข้างในไม่ต้องออกมาวุ่นวาย”
“อืม ไม่มีกำลังก็อย่าเผยตัว จะได้ไม่ถูกคนแย่งไป” เธอกล่าวเตือน
“ข้ารู้แล้ว” หนิงหลางพยักหน้ารับ
พวกเขาพูดคุยกันพลางกินเนื้อ จนกระทั่งตกดึกถึงจะหลับตาพักผ่อน ทุกคนนอนพักแต่เฟิ่งจิ่วไม่ได้ทำ เธอรับผิดชอบระวังความปลอดภัยโดยรอบ ด้วยเหตุนี้หลังจากปล่อยดวงจิตไปสำรวจว่ารอบๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร ซ้ำยังเห็นพวกเขาหลับสนิทแล้ว จึงมายังข้างๆ ปี้ซาน
“นายท่าน?”
เพียงเฟิ่งจิ่วเข้าไปใกล้ ปี้ซานที่หลับตาพักก็รับรู้ได้ จึงลืมตาขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าเป็นเฟิ่งจิ่วก็แปลกใจเล็กน้อย
“ข้าจะช่วยรักษาแผลให้” เธอพูดพร้อมสื่อให้เขาอย่าส่งเสียงให้พวกที่เหลือตกใจตื่น มือข้างห