๊ด! เจ็บนัก”
โรยยาลงไปขาของเขาเจ็บเสียจนกระตุกขึ้นมา เขากัดฟันใช้ผ้าพันบาดแผลอย่างเร่งรีบ หอบหายใจได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ในอากาศและมองไปรอบๆ
“นี่ที่ไหนกัน? ทำไมข้าวิ่งมานานเพียงนี้ ส่งสัญญาณไปตั้งหลายครั้งยังไม่เห็นพวกของต้วนเยี่ยเลย?” เขาพึมพำพลางมองไปรอบข้าง หน้าหลังซ้ายขวาล้วนเป็นต้นไม้ หากไม่มีดวงอาทิตย์คงแยกแยะทิศทางไม่ออกแน่ๆ
ทว่ากำลังคิดถึงข้อนี้ ร่างกายของเขาแข็งทื่อ มองไปยังทิศทางของดวงอาทิตย์ก็ตะลึงในทันใด “ไม่ใช่กระมัง? นะ นี่…” ทำไมเขาถึงวิ่งไปทางตรงข้าม? จำได้ว่าตอนนั้นตรงที่พวกเขาอยู่กันรอบนอกคือ…
“กรรซ์!”
ทันใดนั้นเสียงร้องคำรามลอยมา เขาตกใจเสียจนหัวใจสั่นไหว รีบเร่งค้ำต้นไม้และกระโดดขึ้นไป อาศัยแมกไม้ซ่อนตัวยืนบนที่สูง เห็นหมีดำตัวใหญ่ในป่าสูงเกือบหนึ่งจั้งวิ่งกำลังวิ่งเข้ามา ทั้งยังใช้จมูกดมกลิ่นรอบๆ
เขาเห็นภาพเช่นนั้นก็อึ้งไป ก้มหน้ามองคราบเลือดที่ไหลจากบาดแผลตรงขา เช่นนี้จะโดนพบได้ง่ายมากไม่ใช่หรือ?
ดังนั้นเขานึกๆ ไปแล้ว คิดว่าแม้ตนเองวิ่งไปทิศทางตรงข้ามและห่างจากพวกของต้วนเยี่ยไกลมาก ก็น่าจะใกล้กับบริเวณที่เฟิ่งจิ่วอยู่ เช่นนั้นแทนที่จะซ่อนข้างล่าง ไม่สู้ร่อนกระบี่ไปรอเขาบนฟ้า เช่นนี้เฟิ่งจิ่วจะหาเขาเจอได้ง่ายกว่าไม่ใช่หรือ?
แต่ด้วยสภาพของเขาตอนนี้ หากร่อนกระบี่ขึ้นไปต้องเป็นอันตรายแน่ เขาต้องป้องกันสัตว์ร้ายอย่างเสือเหินฟ้าพุ่งออกมากัดเขา ยังมีนกประหลาดกินคนพวกนั