ง
เอาเถอะ ที่แท้ก็คือเขา
เขากวักมือเรียกนาง
เย่อวี๋หรานเดินไปหา “กลางดึกกลางดื่นไม่หลับไม่นอน เจ้ามาเคาะหน้าต่างห้องข้าทำไม?”
พร้อมกันนั้นก็สังเกตว่าแสงสว่างในมือเขาไม่ใช่อย่างอื่น แต่เป็นไข่มุกราตรีที่ส่องแสงเรื่อเรือง ขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ
กานอี้เซียนใช้นิ้วชี้ทาบริมฝีปาก ทำท่าบอกว่าออกไปก่อนค่อยพูด
เมื่อมาถึงข้างนอก เย่อวี๋หรานก็ถามเป็นเชิงเย้าว่า “ตอนนี้พูดได้แล้วกระมัง?”
กานอี้เซียนยิ้มเจื่อนแล้วกล่าวว่า “พักนี้เกิดเรื่องหลายอย่าง ข้าว่าจะมาหาท่านตั้งนานแล้ว แต่เห็นท่านยุ่ง ๆ อยู่จึงไม่ได้มา”
“หมายความว่าตอนนี้ข้าว่างแล้ว?”
“เอ่อ…” กานอี้เซียนพูดอะไรไม่ออก เพราะเขาก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเช่นกัน คงไม่อาจพูดไปตามตรงว่าเขา ‘แอบฟัง’ บทสนทนาในครอบครัวของอีกฝ่าย กลัวว่านางจะหนีไปได้หรอกนะ?
เดิมทีจูต้าเหนียงก็ไม่พอใจเรื่องที่เขาคอยจับตามองครอบครัวของนางอยู่แล้ว ถ้าพูดออกไปอย่างนั้น เขาคงได้ถูกตีพอดีน่ะสิ
“ได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้หมดแล้ว?” เย่อวี๋หรานไม่ได้ต้องการคำตอบจากเขาอยู่แล้ว แต่พอเห็นเขาก็อยากจะแกล้งสักหน่อย
ท่ามกลางแสงจันทร์ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแลดูโดดเด่นเป็นพิเศษ ประหนึ่งว่าถูกทอทาบด้วยรัศมีที่นุ่มนวลสง่างามชั้นหนึ่ง
กล่าวตามตรงแล้ว ได้ยลใบหน้าที่งดงามเช่นนี้เป็นบางครั้งบางคราวช่างทำให้คนรู้สึกกระชุ่มกระชวยได้ดีแท้
แม้ในบ้านจะมีคนรูปงามหลายคน แต่ไม่ว่าสิ่งใดล้วนกลัว