ว่างพูดเสียงเล็กแหลมของหนิงหลางทางนั้นลอยมา เพียงเห็นว่าชั่วพริบตาก็พุ่งเข้ามาดั่งลมกรด เขาลากซ่งหมิงมาเบื้องหน้า เห็นพวกเขายังยืนนิ่งตรงนั้น จึงเอ่ยอย่างร้อนรน “พวกเจ้าจะนิ่งทำไม? วิ่งเร็วเข้าสิ! ด้านหลังนั้นเป็นหมาป่ายี่สิบกว่าตัว หนำซ้ำแต่ละตัวล้วนสูงตั้งจั้งหนึ่ง น่ากลัวเหลือเกิน วิ่งเร็วๆ!”
สิ้นเสียงเขาก็คิดจะไปต่อ กลับเห็นซ่งหมิงที่สะบัดตนเองออกไปหอบแฮ่กๆ หลังจากถลึงตามองเขาก็มองยังเฟิ่งจิ่วบนต้นไม้ รวมถึงสองคนตรงกองไฟใต้ต้นไม้ ถามว่า “พวกเจ้ากำลังพูดอะไร? คงไม่คิดจะสู้กระมัง?”
“เจ้าเดาถูกแล้ว”
ต้วนเยี่ยกับลั่วเฟยสองคนกล่าวไป รู้สึกว่าฝูงหมาป่าที่ตามมาด้านหลังพวกของซ่งหมิงใกล้เข้ามา คนหนึ่งพลันหยิบกงจักรแปดดารา อีกคนหยิบกระบี่ยาว กลิ่นอายพลังวิญญาณในร่างพุ่งพล่านเตรียมจะสู้
ซ่งหมิงเห็นเช่นนี้ก็ไม่พูดมากความ แค่กัดฟันกรอด “จะสู้ก็สู้เถอะ! บนหน้าผากของสัตว์ร้ายพวกนั้นมีผลึกอสูรเม็ดใหญ่มาก”
เขาหยิบดาบออกมา นั่นเป็นดาบกว้างสามนิ้วมือที่สั้นกว่ากระบี่เล็กน้อยและยาวกว่ากริช คมดาบแหลมคมเปล่งลำแสงหนาวเย็นกระหายเลือด เมื่อพลังวิญญาณไหลพล่านในมือของเขาก็กลายเป็นกระแสลมดุดันโหยหวน
หนิงหลางเห็นพวกเขาแต่ละคนตั้งท่าเต็มที่ ดูท่าทางจะหนีการต่อสู้นี้ไม่พ้น จึงกลืนน้ำลาย “เอาเถอะ! สู้เป็นสู้สิ! เห็นแก่ผลึกอสูรหรอกนะ” แล้วหยิบกริชมาถือในมือ พร้อมจ้องมองบริเวณด้านหลังอย่างประหม่าเล็กน้อย
เฟิ่งจ