ลงไปกลับหาโอกาสดีๆ ไม่ได้
กระทั่งเขาก้มศีรษะลงต่ำ ปรับกลิ่นอายในร่างและรักษาสมดุลร่างกายไว้ เมื่อเห็นว่าข้างหน้ามีกิ่งไม้หนึ่งที่ตั้งเป็นแนวนอน ถึงได้เตรียมสบโอกาสกระโดดออกไปคว้ากิ่งไม้เพื่อลดแรงกระแทกที่จะร่วงลงไป
หลังจากตั้งใจแน่วแน่ เขาประคองร่างกายให้นั่งย่อเล็กน้อย กระทั่งระยะห่างไม่มากถึงจะออกแรงกระโดดไปคว้ากิ่งไม้ไว้และหมุนไป หลังจากห้อยแกว่งไปบนกิ่งไม้ก็ร่วงลงไปยังพื้นหญ้าด้านล่าง
“ซี๊ด!”
บาดแผลที่ร่างกายโดนกระแทกเขาเจ็บเสียจนแยกเขี้ยว พักไปสักพักก็ลุกขึ้นมานั่ง เห็นอสูรกลืนเมฆาพาพวกของเฟิ่งจิ่วไล่ตามเข้ามา ไม่นานนักก็มาถึงเบื้องหน้าเขา
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ไม่เป็นไรกระมัง?” เฟิ่งจิ่วเข้าไปประคองเขาขึ้นมา เห็นบาดแผลบนร่างเขาที่พันแผลไว้เลือดไหลออกมา ก็พยุงเขาไปนั่งข้างๆ “ข้าจะช่วยเจ้าเปิดผ้าใส่ยาเสียใหม่”
“เฮือก!”
ลั่วเฟยสูดลมหายใจ แล้วนิ่วหน้าพลางให้เฟิ่งจิ่วประคองไปนั่งพิงใต้ต้นไม้ข้างๆ บอกว่า “ที่นี่ไม่เพียงอันตราย แม้แต่สัตว์อสูรพวกนั้นล้วนพิลึกเป็นที่สุด นึกไม่ถึงว่าก้อนหินจะเป็นอสูรที่มีรูปร่างเช่นก้อนหินกำลังพรางตัว น่ากลัวเหลือเกิน”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็เผยรอยยิ้มทันควัน “ดังนั้นถึงบอกให้ระวัง ที่นี่อันตรายมากจริงๆ” ระหว่างพูดยังพันแผลที่เลือดออกเสียใหม่ ยามนี้คนอื่นด้านหลังถึงจะตามเข้ามา
“ฮู่! ลั่วเฟย เจ้าไม่เป็นอะไรกระมัง?”
พวกเขามายังข้างกายของเขา เห็นเฟิ่งจิ