ัดไว้ราวกับบ๊ะจ่างสีหน้าแดงก่ำ ถลึงมองเธออย่างโกรธเคือง ก็ยิ้มอย่างสนุกสนาน สายตาพินิจมองบนร่างของเขา สีหน้าอยากรู้อยากเห็น ถามว่า “จริงด้วย ทำไมเจ้าแต่งตัวเช่นนี้? ผ้าบางเพียงนี้เหมือนไม่สวมอะไรเลยจริงๆ เช่นนี้จะออกไปเจอใครได้?”
“หือ? เหมือนเจ้าจะพูดไม่ได้แล้ว? หรืออายเกินกว่าจะพูด?” เธอหรี่ตายิ้มพลางเอ่ย “ไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก อย่างไรเสียข้าเป็นอาจารย์ของเจ้า มีอะไรก็พูดมา ไม่ต้องเกรงใจ”
ซ่งหมิงข้างๆ มุมปากกระตุก ละสายตาออกไปเล็กน้อย คิดว่าสภาพของลั่วเฟยน่าอนาถเกินไป โดนมัดเช่นนี้ทิ้งไว้บนเตียง ร่างกายยังสวมผ้าบางแปลกๆ เช่นนั้น ทำให้มองตรงๆ ไม่ได้จริงๆ เสียภาพพจน์เหลือเกิน
“จริงด้วย พวกเราต้องไปแล้ว เจ้าจะตามพวกเราไปหรือไม่?” เธอเอ่ยถามอย่างยิ้มแย้ม พร้อมมองเขาที่พูดอะไรไม่ออก ตบศีรษะและกล่าวว่า “นึกขึ้นได้ เจ้าพูดไม่ได้นี่นา ไม่เป็นไร หากจะตามข้าไปเจ้าพยักหน้าก็ได้ หากไม่อยากก็ส่ายหน้าทันทีเป็นพอ หัวของเจ้ายังขยับได้ไม่ใช่หรือ?”
หัวของเจ้ายังขยับได้…
ลั่วเฟยได้ยินคำพูดนี้ก็แย่แล้ว อะไรเรียกว่าหัวยังขยับได้? หากขยับไม่ได้จะไหวหรือ? อีกอย่างเขาไม่เชื่อว่าเฟิ่งจิ่วไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นเช่นนี้ คิดไปคิดมา นอกจากเฟิ่งจิ่วก็ไม่มีใครจะจัดการเขาเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าตอนนี้ยังคิดจะข่มขู่เขาตรงนี้ ให้เขาตามเฟิ่งจิ่วไป เฟิ่งจิ่วคนนี้ร้ายกาจเหลือเกิน
“เป็นอย่างไร? จะพิจารณาเสียหน่อยหรือไม