งฟ้าดิน แล้วจึงเดินมาที่ข้างกายเฟิ่งจิ่ว “เฟิ่งจิ่ว พวกเราจะขี่กระบี่บินไปใช่ไหม เช่นนั้นใครจะพาพวกนางไปด้วยกันกับข้า?”
เฟิ่งจิ่วที่ล้างหน้าเสร็จและกำลังตบหน้าเบาๆ ให้สดชื่นได้ยินคำพูดนี้ก็ลุกขึ้นหันไปมองซ่งหมิง “ใครบอกว่าจะพาพวกนางไปด้วย ข้าเห็นด้วยหรือ?”
ซ่งหมิงได้ยินดังนี้ก็ตกใจ “แต่ว่า พวกนาง…”
“พวกนางเป็นอย่างไรข้าไม่อยากรู้ ในเมื่อเมื่อคืนเจ้าช่วยพวกนางไว้ ช่วยแล้วก็ช่วยไป ข้าจะไม่พูดอะไรมาก ปล่อยให้พวกนางไปตามทางของตนเอง ที่นี่พวกเราไม่อนุญาตให้พวกนางติดตามมาด้วย”
“ไม่ให้พวกนางตามไปหรอก แค่หลังจากไปถึงเมืองหนึ่งค่อยแยกย้ายกัน เช่นนี้นับว่าช่วยคนจนถึงที่สุดไม่ใช่หรือ?”
“ข้าไม่สนใจ” เธอเดินผ่านข้างกายของเขามายังเบื้องหน้าสามคนนั้น “พวกเจ้าเดินไปได้ กลางวันแสกๆ ไม่ต้องกลัวเจออันตรายอะไรด้วย พวกเจ้าว่าใช่หรือไม่?”
ดวงตากระจ่างใสหยุดลงบนร่างทั้งสามคน ในน้ำเสียงเฉยชาเจือความหนาวเยือกไว้ ฟังคล้ายมีความเลือดเย็นไม่เห็นใจใคร
เมื่อคนทั้งสามเห็นเฟิ่งจิ่ว ในใจหวาดกลัวกันเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อแววตาที่ทั้งเย็นเยียบและหนาวเหน็บนั้นหยุดลงบนร่างพวกนาง ยิ่งทำให้ต้องก้มหน้าลงโดยไม่ตั้งใจ เพื่อหลบเลี่ยงสายตาและความน่ายำเกรงในแววตาของอีกฝ่าย
คนพวกนี้ดูเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีกันทั้งนั้น แม้บุคลิกท่าทางไม่ธรรมดา สูงศักดิ์หาใดเปรียบ แต่ก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มเท่านั้น คงเจนโลกไม่ลึกซึ้งนัก แต่ทำไมแว