คนของตระกูลหนิง บอกว่าตระกูลข้าร่ำรวยเทียบเท่าแคว้นหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะไม่เชื่อ”
เขากล่าวและปั้นหน้าเศร้า “สิ่งของติดตัวข้าโดนคนพวกนั้นขโมยไปหมด”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ชายตามองเขา ถึงจะโยนถุงฟ้าดินให้ไป “ของเจ้าทั้งหมดอยู่ตรงนี้ เอาล่ะ กินอิ่มก็ไปกันเถอะ! ชักช้าอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้ว”
หนิงหลางตกใจ เพียงเปิดออกดูก็ตะลึงโดยฉับพลัน “เป็นสมบัติของข้าจริงๆ ด้วย ทำไมมาอยู่ที่เจ้า…”
เขาคิดจะถามก็เห็นเฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยออกไปกันแล้ว แม้แต่สัตว์เลี้ยงตัวขาวกลมยังตามไปด้วย ทันใดนั้นหลังจากเร่งรีบเก็บถุงฟ้าดินก็ตามลงไป
หลังทั้งสามพ้นประตูเมืองไป ก็โยนพาหนะเหาะเหินออกไปทันที มุ่งไปยังแคว้นระดับสอง ผ่านไปประมาณสองวันก็มาถึงเมืองหนึ่งของอีกแคว้นถัดจากแคว้นกาฬ
“จะไปเทือกเขาอเวจีไม่ใช่หรือ? มาที่นี่ทำไมกัน?” หนิงหลางตามไปข้างกายเฟิ่งจิ่ว มองเขาที่สวมชุดแดงฝีเท้าสบายๆ ก็ไม่เข้าใจสักเท่าไร
สองวันนี้ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกไม่ถูกต้องเท่าไร ซ้ำยังคิดไม่ออกว่าผิดปกติตรงไหน เฟิ่งจิ่วช่วยเขาไม่ผิดแน่ แต่ทำไมของเขาถึงอยู่ที่เฟิ่งจิ่ว?
พวกเขาไปถึงโรงเตี๊ยมพร้อมกัน รู้ว่าตอนนั้นเฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยไม่ได้ออกไปไหน ไม่น่าจะตามไปจัดการเขาได้ในเวลาชั่วขณะนั้นแน่ๆ แต่คิดไปคิดมา ยังคงมีความรู้สึกว่าโดนเฟิ่งจิ่วซ้อนแผน
แต่เพราะความเย็นชาของเขา หนิงหลางกลับไม่กล้าถามถึงเรื่องนี้อีก
“เรามาตามหาคนหนึ่งที่นี่ ซ่งหม