ั้งคิดว่าเขาเป็นกันเองมากๆ คล้ายจะว่าอย่างไรก็ได้หมด บางครั้งกลับคิดว่าเขานิสัยแปลกๆ เข้าหายากเกินไป ตอนนั้นใบหน้าเขาเย็นชา กลิ่นอายบนร่างยังน่ากลัวแปลกๆ
เขายังมาเป็นคนคุมรถม้าอย่างว่าง่ายภายใต้คำสั่งจากเฟิ่งจิ่ว ไม่ต้องพูดถึงเจ้าอ้วนหนิงหรอก
“ตั้งแต่เจ้าเริ่มออกจากประตูบ้าน จะต้องฟังคำพูดข้า ไม่มีอะไรก็อย่าหาเรื่องให้ข้า มิเช่นนั้นอย่าโทษว่าข้าจัดการเจ้า” เธอกำชับอย่างเย็นชา จากนั้นค่อยหลับตาลงไม่ไปสนใจเขาอีก
หนิงหลางอ้าปากสองสามครั้ง กลับไม่พูดอะไรออกมา มองเฟิ่งจิ่วที่หลับตาลงสงบจิตใจ ในใจแอบคิดว่า ‘เขาไม่อยากชวนเฟิ่งจิ่วทะเลาะแล้ว รอหาโอกาสหนีไป ไม่เชื่อว่าตนเองจะกลับไปบ้านไม่ได้’
นึกถึงข้อนี้ก็โอนอ่อนตาม นั่งข้างในพินิจมองรถม้าคันนี้ แล้วเปิดม่านรถออก เห็นบนร่างต้วนเยี่ยสวมเสื้อผ้าสีเทา ก็หัวเราะออกมาทันควัน “ต้วนเยี่ย เจ้าว่าที่ตนเองสวมนี้คืออะไร? องค์ชายผู้สง่างามสวมเสื้อผ้ากลายเป็นเช่นนี้ไม่กลัวคนหัวเราะเยาะ”
ต้วนเยี่ยบึ้งหน้าเด็กน้อยหันกลับไปมอง แล้วชำเลืองมองเฟิ่งจิ่วที่หลับตาสงบจิตใจ กล่าวว่า “เอ่ยถึงฐานะองค์ชายของข้าให้น้อยๆ หน่อย”
“ได้ๆ ข้าไม่พูดแล้ว” เขาตบๆ บ่าต้วนเยี่ย มองๆ ไปข้างนอกและถามว่า “พวกเราจะไปไหน? นั่งรถม้ามาข้าเมื่อยตัวจะตายแล้ว เมื่อไหรจะไปพักผ่อนยังโรงเตี๊ยมได้เล่า?”
“ไปถึงจะเรียกเจ้าแน่นอน” เขาคุมรถม้าเร่งความเร็ว
หนิงหลางเห็นเช่นนี้ก็ไม่ปริปากอีก หดกลั