ทำอะไรต้องคิดให้ดีๆ อีกอย่าง…”
หนิงหลางได้ยินบิดากำลังพร่ำพูด ก็ไม่เข้าใจสักเท่าไร “ท่านพ่อ ท่านพูดเรื่องพวกนี้ไปทำไม? ข้ายังไม่ได้ออกไปไหนไกล” ทำไมคำพูดนี้ยากจะเข้าใจเพียงนั้น?
“จำสิ่งที่พ่อเจ้าพูดไว้ หลางเอ๋อร์ เจ้าต้องรู้ว่าเงินทำไม่ได้ทุกอย่าง แม่หวังว่าเจ้าออกไปฝึกวิชา กลับมาภายหน้าจะเปลี่ยนนิสัยที่หลงใหลในเงินตรานี้ได้ เจ้าว่าหากอนาคตพ่อเจ้ายกเมืองหนิงให้เจ้าดูแล นิสัยเจ้ายังหลงใหลเงินตราเช่นนี้จะใช้ได้เสียที่ไหน? ไม่เพียงไม่ทำให้ข้ารับใช้ยำเกรง หนำซ้ำเกรงว่าจะทนเงินทองสิ่งล่อใจไม่ได้” ฮูหยินกล่าวด้วยคำพูดลึกซึ้ง ในดวงตาที่มองเขามีความกังวลที่ไม่เปลี่ยนไป
“ท่านแม่ ท่านโปรดวาง…” เสียงเขาชะงักไป แล้วส่ายหน้า “แปลกนัก ทำไมข้าถึงรู้สึก…เวียนหัว?”
เขามองพ่อแม่ของตน เพียงเห็นสองคนตรงหน้ากลายเป็นสี่ร่าง เขาสะบัดศีรษะอยากจะมองให้ชัดๆ กลับพบว่ายังมองเห็นไม่ได้ชัด ศีรษะหนักอึ้ง จากนั้นร่างกายล้มลงไปนอน
สองสามีภรรยาเห็นเช่นนี้ก็มองหน้ากันพร้อมถอนใจเบาๆ วางสิ่งของที่เตรียมไว้ติดตัวไปให้เขา แล้วถึงจะสั่งการว่า “เรียกคนมาแบกคุณชายขึ้นรถม้า”
“ขอรับ” พ่อบ้านขานรับ เรียกทหารอารักขาสองคนเข้ามาแบกคนออกไปขึ้นรถม้าที่เตรียมไว้ข้างนอก
อีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยเดินออกมา เห็นพวกเขาประคองเจ้าอ้วนที่หมดสติขึ้นรถม้าพอดี ครั้นเห็นภาพเช่นนี้มุมปากต้วนเยี่ยกระตุก เหลือบมองเฟิ่งจิ่ว
เฟิ่งจิ่วพูดจ