รับ” เฟิ่งจิ่วพยักหน้า ก่อนจะเดินออกไปพร้อมเขา
สองคนขึ้นรถม้าคันหรูหราไป ส่วนผู้นำตระกูลเหอก็ขี่ม้านำทางด้านหน้าด้วยตัวเอง เหล่าคนที่ไม่รู้เรื่องเห็นภาพเช่นนี้ก็พากันแปลกใจเล็กน้อย และแอบสอบถามกัน
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามก็มาถึงจวนตระกูลเหอ ฮูหยินเหอพาคนมาคอยหน้าประตูตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว เห็นพวกเขามาถึงจึงรีบเข้าไปต้อนรับ หลังจากคารวะก็เชิญพวกเขาเข้าไปด้านใน
“ภูตหมอ นี่คือเรือนของหงเอ๋อร์ เพราะขาเดินไม่สะดวกและลงจากเตียงไม่ได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ออกมาต้อนรับ ขอภูตหมออย่าได้ถือโทษเลย” ผู้นำตระกูลเหอเอ่ยปาก
“ไม่หรอกขอรับ” เฟิ่งจิ่วส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วสาวก้าวเดินเข้าไปข้างใน
เพียงเข้าไปข้างใน กลิ่นยาก็พุ่งเข้าจมูก ในอากาศมีกลิ่นอายความตายแผ่กระจาย ไม่ต้องดูก็รู้ว่าคนคนนี้ป่วยจนใกล้ตายแล้ว
“เปิดหน้าต่างและประตูทั้งหมดออกระบายอากาศ” เธอเอ่ยเปรย
ฮูหยินเหอได้ยินคำพูดนี้ จึงเร่งสั่งคนเปิดประตูหน้าต่าง ก่อนจะมาที่ข้างเตียงด้านในพร้อมเฟิ่งจิ่ว “หงเอ๋อร์ ท่านนี้คือภูตหมอ คุณชายเฟิ่ง คารวะคุณชายเฟิ่งเร็วเข้า”
“คารวะคุณชายเฟิ่ง ข้าลงจากเตียงไปคารวะไม่ได้ คุณชายเฟิ่งโปรดอย่าถือโทษกัน”
สายตาของเฟิ่งจิ่วหยุดลงบนร่างชายที่นอนบนเตียง เขาอายุประมาณยี่สิบห้า ใบหน้าซูบผอมและขาวซีด พูดจาทั้งอ่อนแอและไร้เรี่ยวแรง สิ่งที่ตรงข้ามกับสีหน้าซีดเซียวคือริมฝีปากแดงฉานดุจไฟ
เธอเห็นเช่นนี้ก็พยักหน้าเล็กน้อย “ข้าจะลอง