ทุกคนก็ต่างรู้งาน รู้ว่าระหว่างกินข้าวต้องไม่พูดเรื่องอื่น ด้วยเหตุนี้จึงคุยแต่พวกเรื่องโคลงกวี
เมื่ออิ่มหนำสำราญ อาหารบนโต๊ะถูกเก็บกวาดจนเกลี้ยง ก็รินเหล้าวิญญาณให้พวกเขาอีก แม้เวลามืดค่ำแล้วยังไม่มีใครบอกว่าจะกลับ และกำลังลังเลว่าต้องเอ่ยปากเช่นไร
เทียบกับคนอื่นๆ แล้ว สามีภรรยาคู่หนึ่งในนั้นมองหน้ากัน จากนั้นลุกขึ้นมาประสานมือคารวะให้เฟิ่งจิ่วที่นั่งตรงกันข้าม “ภูตหมอ ข้าเป็นผู้นำตระกูลเหอในเมือง ท่านนี้คือฮูหยินของข้า คืนนี้เพราะรู้ว่าทักษะการแพทย์ของภูตหมอยอดเยี่ยม ซ้ำยังชุบชีวิตคนได้ จึงอยากขอให้ภูตหมอช่วยลูกชายเราด้วย ขอแค่ภูตหมอยอมช่วยเหลือ ข้าจะจดจำบุญคุณครั้งใหญ่ไว้ หากมีตรงไหนต้องการใช้งานข้า แม้ต้องตายเป็นหมื่นครั้งก็ไม่ปฏิเสธแน่นอน”
“คุณชายเฟิ่ง โปรดช่วยลูกชายเราด้วยเถิด!” เหอฮูหยินปาดน้ำตา สีหน้าเศร้าโศก “พวกเรารู้ว่าคุณชายเฟิ่งไม่ช่วยใครง่ายๆ แต่ขอให้เห็นแก่จิตใจคนเป็นแม่ พวกเราหมดหนทางแล้วจริงๆ”
คนอื่นๆ มองเฟิ่งจิ่ว จิตใจสั่นไหวเล็กน้อย พวกเขารู้จักลูกชายตระกูลเหอ เป็นชายหนุ่มที่โดดเด่นยิ่ง แต่เล่ากันว่าได้รับพิษลมกินกระดูกอะไรสักอย่าง ขาสองข้างใช้การไม่ได้ เชิญหมอมาหลายคนแล้ว ถึงขั้นบอกว่ายารักษารวมถึงยาอายุวัฒนะก็ช่วยไม่ได้ หากต้องการรอดชีวิต ทำได้เพียงตัดข้าสองข้างนั้นเสีย
ตัดขาไปชีวิตก็เหมือนไร้ค่า ดังนั้นพวกเขาถึงประวิงเวลามาตลอด หวังว่าเรื่องราวจะกลายเป็นดีได้