้วนที่วิ่งมา ใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความรักใคร่
“ช้าๆ หน่อย โตถึงเพียงนี้ยังจะวิ่งอีก คนรับใช้จะเห็นเป็นเรื่องตลกเอา” ฮูหยินของเจ้าเมืองยิ้มเอ่ย ส่ายหน้าด้วยสีหน้าจนปัญญา
“ท่านแม่” เขามายังข้างกายแม่ ยื่นมือจับแขนนางไว้ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าจะบอกพวกท่านว่าเมื่อครู่…”
“รู้ๆ พอพวกเราเข้ามาพ่อบ้านก็บอกว่ามีเพื่อนสองคนมาหาเจ้าใช่หรือไม่? พ่อกับแม่รู้เรื่องหมดแล้ว” ฮูหยินยิ้มพลางตัดบทคำพูดเขา ลูบๆ มือเจ้าเนื้อและบอกว่า “ลูกชาย ยากนักที่จะมีเพื่อนมาหาเจ้า อย่าสนใจแต่จะหาเงิน ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนทั้งสองของเจ้าเถอะ พาพวกเขาไปเดินเล่นรอบๆ ในเมือง ต้องทำหน้าที่เจ้าบ้านให้ดีที่สุด และสร้างความสัมพันธ์ดีๆ กับเพื่อนๆ ไว้”
เจ้าเมืองที่อยู่ข้างๆ พยักหน้า “ถูกต้องๆ เชื่อฟังคำพูดพ่อแม่ให้มาก ออกไปเดินเล่นหน่อย อย่าอยู่แต่ในเมืองทั้งวัน หากไม่อยากออกไปเดินเล่นจริงๆ เจ้าก็กลับไปสำนักศึกษาเสีย เจ้าคงมีเพื่อนที่สำนักศึกษาไม่น้อยเลยใช่ไหม? ไม่กลับไปนานเพียงนี้ พวกเขาต้องคิดถึงเจ้ามากแน่ๆ”
เขาเห็นพ่อแม่มีโอกาสก็รบเร้าให้ตนกลับไปสำนักศึกษา ก็ปิดหูในทันที กล่าวว่า “ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านอย่าเอาแต่เอ่ยถึงเรื่องนี้เลย ข้าฟังจนหูข้าด้านไปหมดแล้ว”
เดิมคิดจะบอกฐานะของเฟิ่งจิ่วสักหน่อย แต่เห็นทั้งสองคนเป็นเช่นนี้ ก็กลืนคำพูดที่มาถึงปากกลับลงไป กลอกตาขบคิดในใจ แล้วยิ้มหยีดวงตาที่ฉายประกาย เอ่ยว่า “ท่านพ่อท่านแ