กนี้แม้มีราคาอยู่บ้าง แต่ยังไม่เข้าตาเขา ยิ่งไปกว่านั้นเขาเกิดในราชวงศ์ ไม่ขาดเงินมาแต่ไหนแต่ไร
เฟิ่งจิ่วเหลือบมองเขา ไม่พูดอะไรมาก หลังจากรับมาก็เก็บของเข้าห้วงมิติ “ไปๆๆ ประเดี๋ยวต้องมีคนมาอีกแน่ รีบไปกันเถอะ” กล่าวพลางโยนขนนกบินและพาอสูรกลืนเมฆากระโดดขึ้นไป
ต้วนเยี่ยเห็นเช่นนั้นก็เร่งเรียกพลัง กระโดดตามไปนั่งบนขนนกบิน เมื่อขนนกพาพวกเขาบินไปบนท้องฟ้า ผ่านไปสักพักหนึ่งเขาถึงจะถามว่า “เฟิ่งจิ่ว ทำไมเจ้าถึงแข็งแกร่งเพียงนั้น นั่นเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังขั้นสูงสุด นึกไม่ถึงว่าจะฆ่าเขาได้ในสามกระบวนท่า? วรยุทธ์เจ้าอยู่แค่หลอมแก่นพลังจริงหรือ?”
“ใช่สิ! ไม่อยู่ระดับหลอมแก่นพลังจะเป็นกำเนิดวิญญาณหรือไร? ส่วนฝีมือล้วนฝึกฝนมา ฝีมือเจ้าก็ไม่เลว ตั้งใจฝึกเสียหน่อยอนาคตจะเป็นมีดที่คมกริบ”
เขามองหนุ่มน้อยชุดแดงข้างกาย สายตาหยุดลงบนอสูรน้อยนามกลืนเมฆา “เหมือนมันจะร้ายกาจมากเช่นกัน” ไม่ทันไรยังเสริมอีกประโยคหนึ่งว่า “แต่ไม่มากไปกว่าสิงโตไฟของข้าหรอก”
กลืนเมฆาน้อยชำเลืองมองเขา คำรามครั้งหนึ่ง ก่อนจะหมอบลงพักผ่อนข้างกายเฟิ่งจิ่ว ชัดเจนว่าไม่คิดจะสนใจคำพูดของเขา
เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินคำพูดเขาหัวเราะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไร สายลมแผ่วเบาพัดเส้นผมขึ้นมา เธอหรี่ตาอย่างสบายๆ มองภูเขาแม่น้ำไกลโพ้นและเมฆขาวฟ้าคราม…
สองวันผ่านไป เฟิ่งจิ่วกับต้วนเยี่ยมาถึงแคว้นระดับสองอีกแคว้นหนึ่ง และไปยังเมืองรุ่งเรืองแห่งหนึ่