อย่างไร้ร่องรอย
ทหารอารักขาที่ติดตามอยู่ข้างหลังเด็กหนุ่มมองอย่างไม่ละสายตา เหมือนคุ้นชินกับเรื่องไร้สาระที่เขาทำนานแล้ว แต่ละคนคุ้มกันอย่างเคร่งครัด พลางฟังเด็กหนุ่มที่หมอบบนสิงโตไฟนับเลข ทว่าเพียงได้ยินเขานับถึงสามและห้า เสียงก็หยุดลงเสียแล้ว
หนุ่มน้อยที่หมอบบนสิงโตไฟเงยหน้าหรี่ตา จ้องมองทิศทางเบื้องหน้าพลางเผยรอยยิ้มประหลาด “เล่นผีซ่อนหาตอนกลางวันไหนเลยจะสนุก? รอกลางคืนถึงจะตื่นเต้น”
ระหว่างพูด เขายืดเอวอย่างเกียจคร้าน วางแผนให้คนซ่อนรอจนขวัญหนีดีฝ่อถึงจะออกไปหา ทว่าก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ในเวลานี้เอง
“พวกเจ้าใครเอาเนื้อย่างมา ทำไมกลิ่นหอมเพียงนี้” หนุ่มน้อยหันกลับไปมองคนด้านหลัง
“ทูลองค์ชายสิบ พวกกระหม่อมไม่ได้นำมาพ่ะย่ะค่ะ”
เด็กหนุ่มได้ยินเช่นนี้ก็ลูบๆ หัวสิงโตไฟ ก่อนเดินไปข้างหน้าพลางกล่าวว่า “พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้แล้วกัน! ไม่มีคำสั่งจากข้าก็อย่าวิ่งเพ่นพ่าน”
“พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์พวกนั้นขานรับด้วยความเคารพ มองเขาขี่สิงโตไฟเดินไปข้างใน
“ไม่ส่งคนตามไปจะไม่มีปัญหาจริงๆ หรือ?” คนหนึ่งถามขึ้น
“คำพูดขององค์ชายสิบเจ้ากล้าไม่ฟังหรือ? หากเจ้ากล้านักก็ตามไปสิ” อีกคนหนึ่งกล่าวพลางนั่งลงรอที่เดิม แต่นั่งไปไม่นานนักยังได้กลิ่นหอมเนื้อจริงๆ จึงถามอย่างอดไม่ได้ “ใครกำลังย่างเนื้อในนี้ นักโทษประหารสิบคนนั้นหนีเอาชีวิตรอดมีเวลาน้อยไป ต้องไม่ทำเรื่องนี้แน่ๆ หรือว่าในป่านี้ยังมีคนอื่นอีก?”
ครั้นนึกถึงค