ามคิดแท้จริงของจูกู่และจูหมี่จะเป็นแบบไหน พวกเขาก็ยังปฏิเสธ “ไม่เป็นไรขอรับ ผู้อาวุโส ท่านแม่ตายทั้งคน พวกข้าเศร้าใจ กินอะไรไม่ลงขอรับ”
กอปรกับดวงตาแดงก่ำของพวกเขา เวลาพูดจาเช่นนี้จึงแลดูน่าเชื่อถือทีเดียว
แต่ผู้อาวุโสจะปล่อยไปงั้นหรือ?
ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เขายังเกลี้ยกล่อมต่อไป “จะทุกข์ใจอย่างไรก็ต้องกินข้าว ตอนเย็นยังต้องเฝ้าโลงศพอีก หลังจากนั้นยังต้องส่งแม่พวกเจ้าขึ้นเขา…พวกเจ้าอายุยังน้อย ร่างกายแบกรับไม่ไหวหรอก ฟังข้าเถอะ อย่างน้อยก็กินอะไรเสียบ้าง”
นอกจากผู้อาวุโส ผู้ใหญ่คนอื่นในสกุลจูก็ออกมาเกลี้ยกล่อมเช่นกัน
หลังมีคนมาเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จูกู่กับจูหมี่ถึงได้จำใจกินข้าว
จูกู่อาศัยช่วงที่ไม่มีใครสังเกตสะกิดขาจูหมี่พลางเอ่ยว่า “กินแค่ข้าว อย่ากินกับ”
จูหมี่ได้ยินอย่างนั้นก็เข้าใจ มารดาของพวกเขาเพิ่งเสียชีวิต ถ้าพวกเขากินเยอะเกินไปก็จะทำให้คนเอาไปนินทาได้
พวกเขาจึงกินแค่ข้าวแต่ไม่กินกับ นอกจากจะได้มีอะไรรองท้องแล้ว ยังทำให้คนอื่นรู้สึกว่า…พวกเขาเศร้าใจจนกินอะไรไม่ลงจริง ๆ
แม้แต่ข้าว พวกเขาสองคนยังกินไม่หมด เหลือไว้เยอะพอสมควร
แต่ไม่ได้แตะต้องกับแม้แต่คำเดียว
ในฐานะที่เป็นพี่น้องของจูกู่กับจูหมี่ จูอู่ย่อมต้องมาช่วยงานอยู่แล้ว เขายังแอบยัดหมั่นโถวให้พวกเขาสองคนอีกด้วย “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทุกข์ใจ กินอะไรไม่ลง แต่อย่างน้อยก็ต้องกินอะไรบ้าง ยังต้องจัดงานอีกหลายวันนะ”
จูกู่ก