้าสำนักกับรองเจ้าสำนักมองหน้ากันทันควัน ห้วงความคิดนึกถึงคำเตือนของรองเจ้าสำนักศึกษาหกดาราพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ยามนั้น เขาบอกว่าไม่ใช่ไม่อยากให้เฟิ่งจิ่วอยู่ต่อ แต่กลัวว่าเก็บเฟิ่งจิ่วไว้ วันหน้าจะสร้างปัญหาใหญ่ให้พวกเขา กลัวว่าจะยิ่งได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมไม่ดีของสำนักศึกษาสองดารา และพวกเขาจะเสียใจภายหลัง
ตอนนั้น พวกเขาแค่คิดว่าเขาไม่อยากปล่อยผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ไปจึงพูดไปเท่านั้น ทว่าวันนี้เห็นแล้ว พลันมีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
“เฟิ่งจิ่ว เจ้า…”
เจ้าสำนักยังเอ่ยไม่ทันจบ ก็เห็นหนุ่มน้อยที่ยืนบนขนนกบินสะบัดแขนเสื้อ หยีตายิ้ม แล้วถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเดียงสาไร้พิษสง “ท่านเจ้าสำนัก ข้าจะหาอะไรกินสักหน่อย ครัวของสำนักศึกษาสองดาราอยู่ไหนหรือขอรับ”
“ทางนั้น…”
เจ้าสำนักชี้ทิศทางตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อได้ทำและพูดออกไป กลับตกใจโดยฉับพลัน เขากำลังจะเอ่ยปากก็เห็นเฟิ่งจิ่วยกแขนเหยียบขนนกบินพุ่งไปทางห้องครัว ยังไม่ทันได้เอ่ยสักประโยค ได้แต่ค้างอยู่ในลำคอทั้งอย่างนั้น
เจ้าสำนักมองนักเรียนเบื้องล่างที่กำลังตะโกนว่าคัน ก่อนจะถอนใจอย่างจนปัญญา บอกรองเจ้าสำนักข้างกายว่า “เจ้าไปดูพวกนักเรียนหน่อย ให้นักเรียนและอาจารย์จากยอดเขาสำนักยาช่วยพวกเขาตรวจที” กล่าวจบก็ส่ายหน้า หมุนตัวกลับไปก่อน
รองเจ้าสำนักเห็นเช่นนี้ ก็ทำได้เพียงลงไปดูอาการนักเรียนพวกนั้น…
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เฟิ่งจิ่วที่มาถึงห้องค