กับแม่ม่ายฉินเป็นอะไรกัน คงมีแต่ตัวเขาเองที่รู้กระจ่างกว่าใคร
หลังจากฉีกหน้ากันไปคราวนั้น เขาก็ไม่ได้ไปพบแม่ม่ายฉินอีกเลย
ใช่ว่าแม่ม่ายฉินไม่อยากมาหาเขา แต่เพราะเขาไม่ไปพบนางต่างหาก…ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้อยู่อย่างสงบเช่นนี้ เขาไม่อยากให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นมาอีกแล้ว
ตอนนั้นเย่อวี๋หรานถึงขั้นลั่นวาจาไว้ว่าจะไล่เขาออกจากเรือนไปตัวเปล่า ถ้าเขาไปข้องแวะกับแม่ม่ายฉินอีกจริง ๆ ยังมีเรื่องอะไรที่นางทำออกมาไม่ได้?
เขาเป็นผู้ชายคนหนึ่ง หลานชายก็มีแล้ว แต่กลับถูกภรรยาตัวเองขับไสไล่ส่งออกจากบ้าน วันหน้าเขาจะมองหน้าคนอื่นได้อย่างไร?
อีกอย่าง เจ้าลูกชายพวกนั้นก็ยืนอยู่ฝั่งมารดาของตัวเองทั้งหมด เขา…
“เจ้ามาหาข้า?”
เย่อวี๋หรานเดินมาถึงข้างหลังเขา ทำให้จูเหล่าโถวที่กำลังใจลอยได้สติคืนมา
“อ้อ! คือ…” พอจูเหล่าโถวเห็นนางก็รู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง คำพูดที่คิดไว้ก็ไม่รู้ว่าควรพูดออกมาอย่างไร
“คืออะไร? มีอะไร?”
จูเหล่าโถวอ้าปากอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
เย่อวี๋หรานไม่เข้าใจ “เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่? ข้ายุ่งอยู่นะ มีอะไรก็รีบพูด”
“คือว่า…ก็คือ…ตอนนี้ในหมู่บ้านมีคนตายไม่ใช่หรือ ข้าแค่อยากถามเจ้าว่า เจ้าคิดอย่างไร?” จูเหล่าโถวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แม้แต่ชื่อแม่ม่ายฉินยังไม่กล้าพูดออกมา
“ในหมู่บ้านมีคนตายตอนไหนกัน…” เย่อวี๋หรานพูดออกมาแล้วค่อยนึกออก “เจ้าหมายถึงแม่ม่ายฉิน?”
“อืม!”
พออีกฝ่ายกวาดสายตามองมา จูเหล่าโถวไ