นเขาจากไปราวกับวิ่งหนีก็อดตะโกนด่าไม่ได้ “ฮุยหลาง! เจ้าบ้านี่! ยังไม่กลับมาพูดให้ชัดเจนอีก!”
เจ้าบ้านี่ ไม่เจอกันตั้งปีกว่าเธออยากจะถามสถานการณ์ของนายท่านเขาเสียหน่อย! นึกไม่ถึงว่าทิ้งเด็กน้อยคนนั้นไว้ให้เธอแล้วก็กลับไปเลย? ทำบ้าอะไรเนี่ย? เธออดกลั้นความโกรธในอก เมื่อเห็นเด็กน้อยคนนั้นยืนเอามือไพล่หลังเหมือนผู้ใหญ่ ซ้ำยังใช้หางตามองเธอ ก็ถลึงตาอย่างอดไม่ได้
“เจ้าหนู มานี่ซิ”
แม้จะเก็บกลั้นโทสะ แต่เห็นเด็กชายคนนั้นมีใบหน้าเหมือนโม่เจ๋อที่ตัวหดเล็กลง เธอก็โกรธไม่ลง แม้แต่ตอนพูดจาเสียงยังเบาลงเล็กน้อย ราวกับกลัวว่าจะทำให้เด็กน้อยอายุสามสี่ขวบตกใจ
เด็กน้อยคนนั้นมองเฟิ่งจิ่ว คิดๆ แล้วถึงจะก้าวเท้าเดินมายังเบื้องหน้าเธอ ครั้นเห็นว่าตนเองสูงยังไม่พอถึงเอวอีกฝ่าย ใบหน้าเล็กงดงามก็ถมึงทึงขึ้นมา
“เจ้าชื่ออะไร?” เฟิ่งจิ่วนั่งยองลง จากนั้นสบตากับเด็กน้อย
“ยมราชน้อย” เขาเอ่ยปากบอก น้ำเสียงไร้เดียงสาเสียจนทำให้คนใจอ่อน
ยามมองใบหน้าเล็กงดงามที่บึ้งตึง รวมถึงท่าทางยืนเอามือไพล่หลังอีกครั้ง เฟิ่งจิ่วก็หลุดหัวเราะทันที “ยมราชน้อย? เจ้าซนมากนักหรือถึงถูกเรียกเช่นนี้? ข้าถามว่าเจ้าชื่อจริงว่าอะไรต่างหาก ไม่ได้ถามชื่อเล่น”
เธอมองเด็กน้อยคนนี้ ภายในหัวกำลังคิดว่าถ้าเธอแต่งงานกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อ ลูกของพวกเขาหลังจากนั้นจะมีหน้าตาเช่นนี้หรือไม่? แต่เด็กน้อยที่หน้าตาเหมือนเขาอย่างกับแกะคนนี้ไม่ใช่ลูกนอกสมร