ยท่านยังมีสัตว์พันธสัญญาคู่ชีวิต นั่นคือสัตว์เทวะโบราณ ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นก็คงปกป้องนายท่านได้ ก่อนหน้านี้พวกเราออกมาก็กังวลกันเกินไป ควรจะถามเสียก่อน”
“เช่นนั้นตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรกัน รอคนมาช่วยหรือ? สถานที่บ้านี่ปกติอาจจะไม่มีคนเข้ามาเสียด้วยซ้ำ” เหล่าไป๋พูดพลางกระทืบกีบม้า
“ที่นี่วางค่ายกลไว้ หากเป็นเขตอาคมเราสองคนอาจยังร่วมแรงชนได้ แต่ค่ายกลนี้กลับชนไม่ได้ ต้องทำลายเท่านั้น จะทำลายค่ายกลต้องตามหาดวงตาค่ายกลพวกนั้นก่อน แต่ข้าไม่คุ้นเคยกับค่ายกล ไม่มีทางแก้จริงๆ”
“เช่นนั้นต้องรอหรือ?”
“รอเถอะ!”
“จะไม่ตะโกนขอความช่วยเหลือหน่อยรึ?” เหล่าไป๋แนะนำ คิดว่าน่าจะเอาอย่างพวกมนุษย์
“เรื่องขายหน้าเพียงนี้ จะตะโกนเจ้าก็ตะโกนไปเถอะ” อสูรกลืนเมฆาเบ้ปากแล้วหันหน้าไปอีกทาง
“ไม่รอดชีวิตสิถึงจะขายหน้า”
เหล่าไป๋พ่นลมหายใจ เดินวนไปมา ก่อนจะแหกปากตะโกนว่า “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! มีใครอยู่บ้าง? รีบมาช่วยเร็ว…”
เช้าตรู่วันต่อมา เพราะไม่เห็นสองสัตว์อสูรกลับมาเสียที กวนสีหลิ่นกับเยี่ยจิงจึงพานักเรียนสิบคนออกจากสำนักศึกษาไปถามในเมืองว่ามีใครเห็นร่องรอยสัตว์อสูรทั้งสองหรือไม่
ทว่าจนกระทั่งเที่ยงวันกลับมายังหาไม่เจอ ระหว่างทางกวนสีหลิ่นกระซิบบอกว่า “ในเมืองไม่มีใครเห็นพวกมัน หรือว่าพวกมันจะไม่ได้ไปในเมือง?”
“พวกมันออกจากสำนักศึกษาไป หรือว่า…”
เยี่ยจิงมองไปยังป่าฝั่งตะวันออกของสำนักศึกษา เอ่ยคล้ายกำลังครุ่น