เดินออกไปเช่นกัน
ส่วนกวนสีหลิ่นก็อยู่ต่อไม่ไปไหน บอกว่า “ข้าจะรอเฟิ่งจิ่วตื่น ยังต้องพานางกลับไปอาศรมอีก”
รองเจ้าสำนักมองพวกคนในเรือนแวบหนึ่ง กระแอมไอเบาๆ เอ่ยว่า “ข้าจะไปสั่งฝ่ายครัวต้มพวกข้าวต้มยาให้นางกิน แผลจะได้หายเร็วหน่อย” พูดจบก็จากไป
ภายในเขตเรือนเหลือเพียงกวนสีหลิ่นกับเยี่ยจิง รวมถึงโม่เฉิน สามคนไม่ได้พูดอะไรกัน บรรยากาศแปลกไปบ้างอย่างชัดเจน
ผ่านไปนาน เยี่ยจิงมองยังกวนสีหลิ่นพลางกล่าวว่า “บนตัวเจ้ามีแผล ข้าจะช่วยพันแผลให้แล้วกัน”
“ไม่เป็นไร แค่แผลถากๆ เท่านั้น”
เขาชำเลืองมองบาดแผลเล็กๆ บนแขนตนเองอย่างไม่ใส่ใจนัก ส่วนแผลภายในที่บาดเจ็บจากกระแสลม ระหว่างทางกลับมาเขากินยาอายุวัฒนะไปแล้ว ค่อยยังชั่วขึ้นมาเยอะ ด้วยเหตุนี้จึงไม่เป็นไร
เวลาประมาณช่วงเย็น เซียวอี้หานซึ่งช่วยพวกอาจารย์ที่บาดเจ็บพันแผลหลังจากกลับสำนักก็มาเยือน เห็นเทพจุติชุดขาวในเรือนนั่งไม่ขยับเขยื้อน จึงลากกวนสีหลิ่นมาข้างๆ แล้วกดเสียงถาม “เฟิ่งจิ่วรู้จักเขาหรือ?”
“ก็อาจจะกระมัง!” กวนสีหลิ่นบอก ตนเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโม่เฉินมากนัก
“ข้าได้ยินเจ้าสำนักบอกว่าเฟิ่งจิ่วไม่มีปัญหาใหญ่อะไร ถึงตอนนี้นางยังไม่ตื่นอีกหรือ?” เขามองประตูเรือนที่ปิดสนิทนั้นพลางถามไถ่
“เพิ่งตื่นมาไม่นาน เยี่ยจิงช่วยนางเปลี่ยนยาอยู่ด้านใน”
เขาได้ยินเช่นนี้ก็ยิ้มๆ เห็นบรรยากาศที่นี่ตึงเครียดไปบ้าง จึงบอกว่า “ในเมื่อไม่เป็นไร เช่นนั้นข้าจะกลับ