่องนี้แน่นอน ประกอบกับคำเตือนก่อนหน้านี้ ยามนี้จึงมั่นใจว่าเฟิ่งจิ่วคือภูตหมออย่างไม่ต้องสงสัย!
แต่อย่างไรเขาก็นึกไม่ถึงว่าคนที่ตามหาจะอยู่ในสำนักศึกษาของพวกเขา และยิ่งคาดไม่ถึงว่านักเรียนในสำนักศึกษาที่เก็บตัวในอาศรม หน้าตาค่อนข้างทะเล้น ให้ความรู้สึกเกียจคร้านเฉื่อยชา จิตใจบริสุทธิ์น่ารังแก จะเป็นภูตหมอผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรคนนั้น
ไม่มีใครรู้ว่ายามนี้ใจเขาตกตะลึงเพียงใด และยิ่งไม่มีใครรู้ว่าใจเขาเต้นรัวมากเท่าไร
ยามนี้เขาเข้าใจมากขึ้นว่าทำไมกวนสีหลิ่นถึงกล่าวเตือนเขาด้วยคำพูดนั้น หากเป็นแค่นักเรียนธรรมดา พวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจเลย แต่หากคนคนนี้เป็นภูตหมอ… ผลที่ตามมาย่อมสำคัญยิ่งอย่างละเลยไม่ได้!
รองเจ้าสำนักที่มีสีหน้าตื่นเต้นเห็นเจ้าสำนักดูตกใจเล็กน้อย คล้ายจะใจลอยไปบ้าง จึงตะโกนทันทีว่า “ท่านเจ้าสำนัก? ท่านเจ้าสำนัก? ท่านได้ยินข้าพูดหรือไม่?”
เจ้าสำนักได้สติกลับมา เก็บความคิดที่ปั่นป่วนไว้ แล้วมองรองเจ้าสำนัก “เหล่ากวน เจ้าไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ทำอะไรต้องไตร่ตรองให้มากๆ วิ่งตะโกนโหวกเหวกมาตลอดทาง ท่าทางเสียสติเช่นนี้จะให้พวกนักเรียนกับอาจารย์มองเจ้าอย่างไร?”
“ข้าไม่ได้ตื่นเต้น…”
“จะตื่นเต้นก็ต้องมีขอบเขต อย่าวุ่นวายเกินพอดี” เจ้าสำนักเอ่ยเสียงเข้ม
ได้ยินเสียงเจ้าสักนักเคร่งขรึมเล็กน้อย ในที่สุดรองเจ้าสำนักก็ค่อยๆ สงบจิตใจลง ก่อนหน้านี้ตื่นเต้นเกินไปจึงไม่ทันสังเกต ยามนี้กลับรู้สึกว