บรองเจ้าสำนักไม่สนใจ? ด้วยเส้นสายพวกเขา คงตามหาหมอที่มีทักษะการแพทย์ยอดเยี่ยมในแคว้นเหินเวหาได้ ทำไมถึงวิ่งโร่มาหาเฟิ่งจิ่ว?”
เยี่ยจิงพูดพลางขมวดคิ้ว นึกได้ว่าอาจารย์หลูคนนั้นอาการเฉียดตายอย่างคาดไม่ถึง จึงบอกกวนสีหลิ่นว่า “อาจารย์หลูเป็นอาจารย์ของข้า มีบุญคุณที่คอยชี้แนะ ข้าต้องรีบกลับไปดูเสียหน่อย” สิ้นเสียงก็เร่งรีบออกไปโดยไม่รอกวนสีหลิ่นเอ่ยปาก
กวนสีหลิ่นมองเยี่ยจิงจากไป จากนั้นหันไปมองนักเรียนสองคนนั้นที่มีสีหน้ากังวล แววตาสั่นไหวเล็กน้อย ถามว่า “แม้แต่หมอกับอาจารย์จากยอดเขาสำนักยายังช่วยไม่ได้ ทำไมถึงมาหาเฟิ่งจิ่ว?” ตัวตนภูตหมอของเฟิ่งจิ่ว คนภายในสำนักศึกษานี้ไม่ควรรู้สิถึงจะถูก
“วันนั้นเฟิ่งจิ่วบอกว่าภายในสามวันอาจารย์หลูจะล้มป่วย นึกไม่ถึงว่าคนปากพล่อยอย่างเขาจะพูดถูก นี่อย่างไร อาจารย์หลี่ว์ถึงสั่งพวกเรามาตามเขาเข้าไป” คนหนึ่งในนั้นกล่าว เห็นว่ารออยู่ที่นี่ก็ไม่มีทางแก้ จึงผลุนผลันออกไป กลับไปรายงานว่าพวกเขาเข้าอาศรมไม่ได้ แม้แต่เสียงยังดังไปไม่ถึง
ห้องแนะแนว
“อะไรนะ? ไม่เจอหรือ แม้แต่อาศรมยังเข้าไปไม่ได้ด้วย?” อาจารย์หลี่ว์ถลึงตา ด่ากราดว่า “พวกเจ้าเข้าไปไม่ได้ทำไมไม่ตะโกนเรียก? มีปากไว้เปล่าประโยชน์นัก!”
นักเรียนทั้งสองรีบบอก “ตะโกนแล้วขอรับ พวกเราตะโกนแล้ว แต่เจ้านั่นหลับซ้ำยังวางเขตอาคมกันเสียงไว้ เสียงด้านนอกจึงดังเข้าไปไม่ถึงขอรับ!”
ได้ยินคำพูดนี้ อาจารย์หลี่ว์ก็นิ่ง