ำนักโดยทันที เจ้าสำนักเข้าไปดู แววตาเฉียบแหลมสั่นไหวเล็กน้อย พลังวิญญาณผนึกจุดลมปราณบนร่างเขาไว้ นอกจากรู้จุดลมปราณอย่างแม่นยำ ยังต้องมีกลิ่นอายพลังวิญญาณหนาแน่น ลำพังแค่สภาพแกล้งตายสองชั่วยามนี้ต้องเสียพลังวิญญาณไปไม่น้อยเลย
เจ้าสำนักมองอาจารย์หลูที่นอนอยู่บนเตียง อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ เอ่ยเสียงเนิบว่า “ผู้ฝึกวิชาเซียนได้รับบาดเจ็บไม่เคยกลัว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือป่วยโดยไม่รู้ตัว โรคนี้มาอย่างฉับไวรุนแรงและไร้สัญญาณเตือน จะคร่าชีวิตเขาเมื่อไรก็ได้จริงๆ!”
เจ้าสำนักกล่าวคำพูดนี้ออกมาอย่างปลงอนิจจัง ทว่ายามได้ยินถึงหูอาจารย์หลี่ว์กลับดังสนั่นราวกับฟ้าผ่า สะท้านถึงในจิตใจ ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องเมื่อสองวันก่อน…
ครั้นนึกถึงภาพนั้นเมื่อสองวันก่อน แล้วหันมองเรื่องวันนี้ อาจารย์หลี่ว์เช็ดๆ เหงื่อที่ไหลตรงหน้าผากอย่างอดไม่ได้ ใบหน้ามีความเหลือเชื่อที่ยากจะปกปิด
“อาจารย์หลี่ว์ เจ้าเป็นอะไรไป?” เจ้าสำนักสังเกตเห็นท่าทีเขาผิดปกติจึงเอ่ยถาม
อาจารย์หลี่ว์ได้ยินเสียงของเจ้าสำนักก็กลืนน้ำลาย มองทางอีกฝ่ายแล้วบอกว่า “จะ เจ้าสำนักขอรับ จะ จู่ๆ ข้าก็นึกเรื่องสำคัญมากขึ้นมาได้”
“เรื่องอะไร?”
“เรื่องนั้น มะ เมื่อสองวันก่อนไป๋รั่วเฟยคนนั้นใส่ความเฟิ่งจิ่วกับเยี่ยจิง พวกเราจึงเรียกพวกเขาสองคนมาที่ห้องแนะแนว ตอนนั้นอาจารย์หลูชี้ทั้งสองด้วยความเดือดดาล ตอนนั้น ตอนนั้น…”
“ตอนนั้นทำไม?” เจ้าสำนักถามเสีย