ให้นางรู้สึกวิเศษมาก
เฟิ่งจิ่วข้างๆ มองทั้งสอง แววตาสั่นไหววูบหนึ่ง จากนั้นยิ้มพลางลุกยืนขึ้น “เช่นนั้น ข้าเพิ่งตื่นนอนยังไม่ได้อาบน้ำเลย! พวกเจ้าคุยกันไปก่อน เดี๋ยวข้ามา” พูดจบก็จูงเหล่าไป๋ที่นอนอยู่ข้างกายเยี่ยจิงไปทันที จะได้ไม่รบกวนการพูดคุยทำความรู้จักของคนทั้งสอง
“นี่ เฟิ่งจิ่ว…”
เยี่ยจิงเห็นเฟิ่งจิ่วออกไปก็ยิ่งตึงเครียด นึกถึงครั้งก่อนนางบอกจะแนะนำพี่ชายตัวเองให้รู้จัก ก็ไม่รู้ว่านางบอกพี่ชายไปแล้วหรือยัง? ยามนี้เหลือสองคนเพียงลำพัง ทำให้นางที่ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร
กวนสีหลิ่นมองออกว่านางประหม่า จึงอดชะงักไม่ได้ ลูบๆ คางแล้วถามด้วยความสงสัยว่า “ชัดเจนว่าข้าโกนหนวดเคราก่อนออกมา หรือว่าตอนนี้ดูแล้วยังน่ากลัวอีก?”
“หา? ไม่ ไม่หรอก” นางเงยหน้าอย่างตกใจ หลังสบสายตาที่มีรอยยิ้มจากเขาก็ละออกไปด้วยความตื่นตระหนก
กวนสีหลิ่นเห็นท่าทาง แม้รู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ ยิ้มถามไปว่า “เจ้าเป็นคนแคว้นเหินเวหารึ? หรือว่าแคว้นอื่น?”
เมื่อเปิดหัวข้อสนทนา เยี่ยจิงค่อยๆ กลับมาใจเย็นอ่อนโยนเช่นปกติ นางพบว่ากวนสีหลิ่นรู้กว้างไม่น้อย ฟังเขาเล่าเรื่องที่ตามกลุ่มทหารรับจ้างไปฝึกวิชาข้างนอก ทั้งสองจึงค่อยๆ สนทนากันได้
เฟิ่งจิ่วด้านในอาศรมเห็นเช่นนี้ ก็เม้มริมฝีปากยิ้มอย่างอดไม่ได้ เธอบอกแล้วว่าสองคนนี้เหมาะสมกัน
คุยกันได้ก็ดี ไปงีบอีกหน่อยค่อยออกมาแล้วกัน เฟิ่งจิ่วคิดพลางเดินหาว