ยนคนนี้โดนคุมตัวไปห้องแนะแนวการสอนแล้ว รอท่านรองเจ้าสำนักคิดว่าจะจัดการอย่างไร”
“ไล่ออกจากสำนักศึกษา บันทึกเข้าบัญชีดำ ไม่รับเข้าเรียนอีกตลอดไป” รองเจ้าสำนักพูดจบ ก็โบกๆ มือให้สัญญาณอาจารย์หลี่ว์ถอยไป
อาจารย์หลี่ว์ได้ยินเช่นนี้ หลังจากขานรับแล้วถึงถอยหลังไป ก่อนจะออกไปยังเงยหน้ามองชายหนุ่มชุดขาวคนข้างๆ อย่างอดไม่ได้ คนคนนี้ว่ากันว่าเป็นคุณชายโม่เฉิน ศิษย์ผู้เฒ่าเทียนจี
“ทำไมถึงพูดความจริงออกมาเอง? เป็นใครคงไม่ทำเช่นนี้กระมัง หรือว่าถูกบังคับ?” รองเจ้าสำนักพึมพำ ลูบเคราพลางครุ่นคิด
โม่เฉินยกถ้วยชาขึ้นเกลี่ยน้ำชาเบาๆ มองใบชาที่ลอยบนน้ำชาเหล่านั้น แววตาเขาสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอย่างนาบเนิบ “ยาสัจจะ”
“อะไรนะ?” รองเจ้าสำนักหันกลับไปมองเขา
“บนโลกใบนี้เคยมียาอายุวัฒนะชนิดหนึ่งเรียกว่ายาสัจจะ แค่กินเข้าไปจะทำให้คนพูดความจริงด้วยตัวเอง แต่ตำรายานี้สูญหายไปหลายปีแล้ว”
“ยาสัจจะ?”
รองเจ้าสำนักตกใจเล็กน้อย กล่าวด้วยสีหน้าแปลกๆ ว่า “สำนักศึกษาเราทำไมถึงมียาอายุวัฒนะเช่นนี้ได้? ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าบอกว่าตำรายานั้นสูญหายไปเนิ่นนานแล้ว”
ทว่าสิ้นเสียงก็เหมือนนึกอะไรออก ท่าทีเปลี่ยนไปเป็นพิลึกยิ่ง “เรื่องนี้…จะเป็นฝีมือเฟิ่งจิ่วหรือไม่? แต่เขาเป็นนักเรียนสำนักยาเซียนที่เพิ่งเข้ามา ต่อให้มีตำรายาก็ไม่น่ากลั่นยาสัจจะออกมาได้กระมัง?”
“ยาสัจจะเป็นยาอายุวัฒนะระดับสอง” โม่เฉินหลับตาลง กล่าวอย่างเย็นชาว่า