ู่สายตา
หลักการนั้นไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานเป็นคนพูด เพราะพวกผู้หญิงสกุลจูได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นเมื่อคนในหมู่บ้านที่มามุงดูสาธิตการปักดำถามขึ้นมา พวกนางก็อธิบายให้อีกฝ่ายฟังจนเข้าใจ
การปักกล้าเป็นงานที่ซ้ำซากและน่าเบื่อ มิหนำซ้ำยังเมื่อยเอว มีคนคุยด้วยช่วยจึงให้เวลาผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อเกินไปนัก
ตอนแรกยังดูง่ายดาย พอเวลาผ่านไปพวกผู้หญิงสกุลจูก็ไม่มีอารมณ์จะพูดคุยด้วยแล้ว คนที่ยืนมองจากบนคันนาเหล่านั้นต่างก็ทยอยกันจากไป
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยยังต้องกลับไปทำอาหารของวันนี้ หลังจากดูไปได้พอสมควรแล้วก็จูงมือพวกเด็ก ๆ เดินกลับเรือน
พวกนางย่อมไม่ทราบว่าตนเองได้กลายเป็นทิวทัศน์ที่งดงามอีกรอบแล้ว
เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่ทดลองทำนาน้ำ เย่อวี๋หรานกลัวว่าจะเกิดเรื่อง จึงหารือกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเอาไว้ว่าบ้านไหนจะปักดำเมื่อไหร่ก็ให้มาลงชื่อกับพวกเขาเอาไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาก็จะส่งผู้ดูแลฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายไปคอยกำกับดูแล
แม้จะไม่อาจรับประกันได้เต็มสิบส่วนว่าจะไม่เกิดเรื่อง แต่สามารถลดความเสียหายลงได้สักน้อยก็ยังดี
ถึงจะป้องกันร้อยแปดพันเก้า แต่ก็ยังไม่อาจป้องกันคนที่ชอบทำเรื่องโง่งมได้อยู่ดี
ขณะที่ทุกคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ทันใดนั้นก็มีคนทำลายความเงียบสงบนั้นขึ้นมา
“อ๊าย!…”
เสียงร้องแหลมดังขึ้น ทำให้คนทั้งหมู่บ้านสกุลจูสะดุ้งตกใ