ไม่ปล่อยเจ้าแน่!”
“จริงด้วย! เจ้าหนู เจ้าออกมา พวกเราต้องท้าประลองกับเจ้า!”
“ใช่! ต้องทำให้เจ้ารู้ถึงความร้ายกาจของพวกเรา!”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะเบาๆ สองแขนกอดอกพิงอาศรม “ช่างมันเถอะ! พวกเจ้าอ่อนแอเกินไปจริงๆ จะสู้กับพวกเจ้าก็น่าอายเกินไปหน่อย รีบๆ กลับไปเสีย! เสี่ยวเฮยของข้าจะได้ไม่โกรธ ข้าเองยังรั้งไม่ไหว”
“กรร!”
ราวกับยืนยันคำพูดเฟิ่งจิ่ว หลังสิ้นเสียงเธอหมีดำตัวใหญ่นั่นก็คำรามเสียงต่ำ
ลูกศิษย์สำนักพลังเร้นลับพวกนั้นที่กำลังจะเข้าไปเห็นยังถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที ทั้งขุ่นเคืองและไม่ยอมอยู่บ้าง พร้อมจ้องมองหนุ่มน้อยชุดฟ้าคนนั้นอย่างมีความเคียดแค้น
“เข้ามาให้หมด! พวกเราไม่เชื่อหรอกว่าจะจัดการเจ้าหนูนี่ไม่ได้!” นักเรียนคนหนึ่งตะโกนเสียงดัง และเป็นผู้นำพุ่งเข้าไป
คนอื่นๆ เห็นท่าทางแต่ละคนจึงกำหมัดพุ่งไปข้างหน้า คนครึ่งหนึ่งล้อมโจมตีหมีดำตัวใหญ่นั่น ส่วนอีกครึ่งกลับทำลายเขตอาคมของอาศรม
เห็นภาพด้านนอกที่วุ่นวายไปหมด เฟิ่งจิ่วยังสะดุ้งใจจริงๆ รีบตะโกนไปว่า “พวกเจ้าอยากตายจริงหรือ? เสี่ยวเฮยของข้าเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ แค่หนึ่งฝ่ามือก็มากพอจะกินพวกเจ้าในหม้อเดียวแล้ว”
“หึ! แค่ต้องกำราบเจ้า! แล้วจัดการอสูรศักดิ์สิทธิ์อะไรนั่น! หากพวกเรามาเสียเที่ยว เช่นนั้นถึงจะขายหน้า!”
“จริงด้วย! แค่ต้องกำราบเจ้า!”
เฟิ่งจิ่วได้ยินเช่นนี้ก็ถลึงตา “พวกจะ พวกเจ้าจะรังแกกันเกินไปแล้ว!” มีอย่างที่ไหน