เอาความ และจะไม่เสียหายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น สุดท้ายเธอลงนามว่าเฟิ่งชิงเกอ พร้อมทั้งให้สัญญาณพวกเขาทุกคนมาลงนามด้วย
ทุกคนเดินเข้ามาอ่านทีละคน คิดว่าใช้ได้แล้ว จึงพากันลงนามชื่อตนเอง
หลังจากเฟิ่งจิ่วเก็บกระดาษแผ่นนั้นไป ริมฝีปากก็เผยรอยยิ้ม มองพวกเขาแวบหนึ่ง แล้วพาทุกคนไปยังลานฝึกประลองยุทธ์
ยามนี้เหล่าองค์ชายทั้งเจ็ดแปดคน ในใจทั้งตื่นเต้นและเฝ้ารอ คิดจะเอาเปรียบนางระหว่างฝึกซ้อม เชิดชูศักดิ์ศรีของตนเอง กลับไม่รู้ว่าตนตกหลุมพรางที่เฟิ่งจิ่วขุดไว้ให้พวกเขาอย่างดี…
เพราะภายในพระราชวังมีคนจากแต่ละแคว้นมารวมตัวกัน องครักษ์กับทหารอารักขาต่างเพิ่มกำลังลาดตระเวน ลานฝึกประลองยุทธ์ที่แต่ก่อนอย่างไรก็มีคนมาฝึกซ้อมกันไม่น้อยจึงว่างโล่ง
เห็นว่าโดยรอบลานฝึกประลองยุทธ์มีเพียงทหารอารักขาสิบกว่าคน องค์ชายรูปงามคนนั้นจึงมองไปทางเฟิ่งจิ่ว ถามว่า “ไม่ทราบว่าองค์หญิงต้องการฝึกซ้อมเช่นไร?”
เฟิ่งจิ่วมองเขา ให้สัญญาณหงส์ไฟน้อยตามไปข้างกายเหลิ่งซวงและอย่าวิ่งเพ่นพ่าน ก่อนจะเดินขึ้นเวทีประลองไป ยืนอยู่ด้านบนพลางมององค์ชายพวกนั้นด้านล่าง กล่าวยิ้มๆ ว่า “ข้ายังมีธุระอีก และไม่มีเวลาให้ประวิงนานนัก เข้ามาทีละคนต้องใช้เวลามาก เอาเช่นนี้แล้วกัน! พวกท่านเข้ามาพร้อมกันเลย ทั้งง่าย สะดวก ซ้ำยังรวดเร็วด้วย”
ได้ยินคำพูดนี้ องค์ชายเจ็ดแปดคนด้านล่างแต่ละคนก็โกรธขึ้นมา หนึ่งสู้แปด? นางช่างกล้าพูดจริงๆ!
หนึ่งคนใ