้วกัน! ตอนนี้แขกยังอยู่ในเรือน ก็ยากจะพูดเรื่องสินสอดจริงๆ”
เขาจึงเก็บเรื่องนี้ไว้เช่นนี้ แต่ในใจยังนึกถึงยาร้อยขวดนั้น คิดว่าต้องหาโอกาสดูเสียหน่อยจะดีกว่า
เช้าตรู่วันต่อมา หลังจากเฟิ่งจิ่วกินอาหารเช้ากับซู่ซี ก็ออกไปข้างนอกกับผู้เฒ่าเกิ่ง เหลิ่งซวง และองครักษ์ทั้งแปด เธอมาถึงที่นี่วางแผนจะพาพวกเขาไปเดินเล่นรอบๆ และชมความรุ่งเรืองในเมืองซานเจียงของแคว้นใหญ่ระดับสามเสียหน่อย
เมื่อหลินป๋อเหิงจะไปพูดคุยดื่มชากับเฟิ่งจิ่วและผู้เฒ่าเกิ่ง กลับได้รับแจ้งว่าพวกเขาออกไปข้างนอกแต่เช้า วางแผนจะไปเที่ยวเล่นกัน
“ไม่มีใครไปกับพวกเขาหรือ?” หลินป๋อเหิงขมวดคิ้วถาม คิดว่าเช่นนี้เป็นการรับรองแขกที่บกพร่อง
“พี่ใหญ่”
ซู่ซีเดินเข้ามา ได้ยินคำพูดเขาก็บอกยิ้มๆ ว่า “เดิมทีข้าจะไปกับพวกเขา แต่แม่หนูเฟิ่งบอกว่านางเคยมาและคุ้นเคยกับที่นี่ จึงพาพวกเขาออกไปด้วยตนเอง ข้าเห็นว่าพวกเขามีคนไม่น้อยเลยไม่ได้ตามไปด้วย”
“ให้แขกไปเดินเล่นในเมืองกันเอง เสียมารยาทมาก” หลินป๋อเหิงพูดพลางส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรหรอก คนกันเองทั้งนั้น” ซู่ซีพูดอย่างยิ้มแย้ม ควงแขนเขาและเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ได้ยินว่าสินสอดร้อยกล่องทำให้คนในตระกูลไม่น้อยมองจนตาลาย? ข้ายังไม่เห็นเลย!”
“ฮ่าๆๆ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง พวกนั้นล้วนเป็นของเจ้า พี่ใหญ่จะไม่ยุ่ง ถึงเวลานั้นนอกจากสินสอดชุดนี้ พี่ใหญ่จะเตรียมให้เจ้าอีกชุดหนึ่ง หนำซ้ำพี่ๆ คนอื่นก็บอกว่าถึงเวลาจะเตรียม