ู้แล้ว” ซู่ซีพยักหน้ายิ้มให้ รอเขาออกไปแล้วก็มองทางเฟิ่งจิ่ว แล้วมองเซวียนหยวนโม่เจ๋อ จากนั้นถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้มีนามว่าอะไร?”
“เขาแซ่หลิง เป็นสหายข้าเจ้าค่ะ” เฟิ่งจิ่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อ้อ คุณชายหลิง” เธอพยักหน้าทักทายเล็กน้อยพลางถามว่า “ข้าพาพวกเจ้าไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้เป็นอย่างไร?”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ท่านน้าซู่ซี ท่านกับท่านปู่คงยังไม่ได้กินอาหารเช้ากระมัง? พวกท่านกินก่อนเถอะ พวกเราไปเดินกันเองก็ได้ เมื่อครู่ตอนเข้ามาเห็นสวนดอกไม้จึงรู้แล้วว่าอยู่ที่ไหน” เธอเห็นนานแล้วว่าบนโต๊ะมีอาหารเช้าวางไว้ เดาว่าสองคนนี้คงยังไม่ได้กิน
“เช่นนั้นได้อย่างไร” ซู่ซีส่ายหน้าหลุดยิ้ม
“ไม่เป็นไรๆ แม่หนูเฟิ่งหาใช่คนอื่นคนไกล”
ผู้เฒ่าเฟิ่งพูดขึ้น พลางบอกกับเฟิ่งจิ่วว่า “แม่หนูเฟิ่ง เจ้าไปเถอะ! รอปู่กินอาหารเช้าเสร็จสักพักจะเข้าไปหาเจ้า” หัวใจเขายามนี้ยังตื่นตระหนก การปรากฏตัวกะทันหันทำให้เขาตกใจจนยังไม่ทันได้ตั้งสติกลับมา อย่างไรก็ต้องพักก่อนเสียหน่อย
“เช่นนั้นก็ดี!” ซู่ซีจนปัญญา ทว่าไม่ให้พวกเขาไปกันเอง แต่เรียกสาวใช้มานำทางไป
“ท่านปู่ เดี๋ยวเจอกันนะเจ้าคะ” เฟิ่งจิ่วขยิบตาไปทางท่านปู่พร้อมยิ้มเจ้าเล่ห์ จากนั้นถึงจะออกไปกับเซวียนหยวนโม่เจ๋อ
เดินไปรอบๆ จวนตระกูลหลิน นอกจากพวกข้ารับใช้กับทหารอารักขาก็ไม่เห็นมีผู้น้อยในตระกูลปรากฏตัว ดังนั้นเฟิ่งจิ่วจึงถามอย่างแปลกใจอยู่บ้าง “ตระกูลหลินนี้คงม