้งขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างยิ้มแย้ม
“อะแฮ่ม” หลิงโม่หานกระแอมไอ ละสายตาออกไปอย่างขัดเขิน มีความกระอักกระอ่วนที่แอบมองแล้วถูกจับได้คาตา
“เช่นนี้เล่า?” เธอดึงๆ เสื้อซับในตัวหลวม เผยให้เห็นหัวไหล่กลมมนขาวเนียนเกลี้ยงเกลา ไม่ทันไรก็ขยิบตาให้เขาอีก
หลิงโม่หานที่เดิมทีละสายตาไปอย่างเก้อกระดาก ยามนี้มองไปทางนางอีกตามสัญชาตญาณ สายตาหยุดลงบนหัวไหล่น่าเย้ายวน แววตาลึกซึ้งและมีความเร่าร้อน ถามด้วยเสียงแหบพร่าว่า “นี่เจ้ากำลังยั่วยวนข้ารึ?”
“หึ! ไม่ได้เรื่อง”
เฟิ่งจิ่วหลุดหัวเราะพลางชำเลืองมองเขาอย่างขบขัน ดึงชุดซับในให้เรียบร้อย “คุมตัวเองได้แค่นี้ยังกล้าวิ่งมาห้องข้ากลางค่ำกลางคืนอีก?”
เขาสงบจิตสงบใจลงเมื่อได้ยิน ชายตามองนาง “ตั้งแต่พบเจ้าข้าก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ดังนั้นเจ้าอย่าพยายามยั่วยวนข้าจะดีที่สุด มิเช่นนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจะโทษข้าไม่ได้”
“จัดการคนพวกนั้นแล้วหรือ?” นางมองเขาพลางรินน้ำให้
หลิงโม่หานรับน้ำไปจิบเพื่อระงับไฟในใจ “อืม จัดการหมดแล้ว” ท่าทางเขาสงบนิ่งนัก น้ำเสียงกระทั่งว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ชัดเจนว่าเรื่องเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก และคุ้นเคยจนกลายเป็นเรื่องปกตินานแล้ว
“คืนนี้เป็นวันที่สิบห้า เหมือนจะชอบเลือกลงมือคืนที่สิบห้า” มือหนึ่งของเธอเท้าแก้ม มองเขาพลางถาม “ยาท่านยังเหลืออีกเท่าไร กินแล้วคงไม่มีปฏิกิริยาอะไรกระมัง?”
“แม้เป็นยาทิพย์ธาตุไฟที่ล้ำค่าก็ยังระงับไอเห