ืมสั่งเหลิ่งซวงเตรียมสัมภาระให้เพียงพอ”
“เจ้าค่ะๆ ลูกรู้แล้ว ลูกจะลองไปดูก่อนว่าพวกหลัวอวี่อยู่ไหน จะได้กำชับเรื่องบ้างอย่าง” เธอลุกยืนขึ้น บอกกวนสีหลิ่นว่า “พี่สีหลิ่น พรุ่งนี้ข้าจะไปส่งท่าน”
“ไม่ต้องหรอก เจ้าทำธุระของเจ้าไปเถอะ พรุ่งนี้ไม่ต้องไปส่งข้า” กวนสีหลิ่นพูดพลางโบกๆ มือและลุกขึ้น “ข้าก็อยู่นานไม่ได้ ขอตัวกลับจวนก่อนนะขอรับ” พูดจบก็บอกลาพวกเขา จากนั้นเดินออกไปก่อน
“โม่หาน พวกเราเดินหมากกันสักหน่อยเป็นอย่างไร?” เฟิ่งเซียวถามพลางมองเจ้าตำหนักยมราชฝั่งตรงข้าม
ในเมื่อเฟิ่งเซียวเอ่ยปาก เขาจะไม่ปฏิเสธแน่นอน ด้วยเหตุนี้ทั้งสองจึงสั่งคนนำกระดานหมากมาวาง และเริ่มเล่นหมากรุกกันในศาลาแห่งนี้
ส่วนอีกด้าน เฟิ่งจิ่วออกไปก่อนก้าวหนึ่ง หลังจากเดินไปหนึ่งช่วงถนนก็ตบๆ หน้าอกถอนหายใจเบาๆ อย่างอดไม่ได้ “เราไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีอะไรเสียหน่อย ทำไมต้องตกใจโดยใช่เหตุถึงขนาดนี้ด้วย?”
เหลิ่งซวงที่ตามมาด้านหลังได้ยินเข้า ใบหน้าเผยรอยยิ้มน้อยๆ ที่ไม่อาจสังเกตเห็น “พวกฮุยหลางบอกว่านายท่านเป็นตัวซวยของเจ้าตำหนักยมราช ข้ากลับเห็นว่าเจ้าตำหนักต่างหากเป็นตัวซวยของนายท่าน”
ได้ยินเช่นนี้ เฟิ่งจิ่วหันกลับมา พูดพลางยิ้มหยีตา “เหลิ่งซวง ที่เจ้าพูดมาก็ถูก เจ้าหมอนั่นเป็นตัวซวยของข้า ปกติเจอเขาทีไรไม่เคยมีเรื่องดี”
เหลิ่งซวงไม่ตอบรับอะไร ทำแค่ตามไปเงียบๆ
หลังจากเสียงเฟิ่งจิ่วชะงักไป ยังบอกอีกว่า “จริงด้วย ออกไปครั