ง น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความเขินอายและขุ่นเคืองเปล่งออกจากปาก
“กลางวันแสกๆ ตาเจ้าจ้องไปตรงไหนกัน!”
เฟิ่งจิ่วรีบแหงนหน้ามองฟ้า “ไม่ได้มองตรงไหน แค่เห็นว่าอากาศวันนี้คล้ายจะไม่เลวเลย”
“หึ!”
เขาแค่นเสียงเย็น สูดหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนคลายร่างกายที่ตึงเครียดลง กลิ่นอายหนาวเหน็บภายในร่างโคจรเงียบๆ เมื่อไอเย็นพัดผ่านไปทั่วร่าง เปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นกึ่งกลางใต้ท้องก็สลายไปตามกัน
สายลมเบาพัดผ่านชั่วครู่ มีกลิ่นอายหนาวเย็นเล็กน้อย เฟิ่งจิ่วที่รู้สึกได้มองเขาแวบหนึ่ง นึกได้ว่าพิษเหมันต์พันปีในร่างเขายังไม่ได้รักษา จึงขบคิดสักพักแล้วบอกว่า “เช่นนั้น ท่านเจ้าตำหนัก! พิษเหมันต์ในร่างท่านตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ออกฤทธิ์อีกแล้วใช่หรือไม่? ยาเม็ดที่ฮุยหลางนำไปให้ตอนนั้นได้ผลหรือเปล่า?”
เจ้าตำหนักที่ผ่อนคลายลงแล้วเม้มริมฝีปากบางพลางกวาดมองนาง ก่อนตอบว่า “อืม กินยาเม็ดพวกนั้นของเจ้า ทุกเดือนวันที่สิบห้าจึงไม่ออกอาการอีก”
“เช่นนั้นก็ดี เมื่อไหร่ท่านจะให้เลือดท่านมาสักหนึ่งขวดเล็กเล่า! ข้ามีเวลาจะได้ศึกษามันเสียหน่อย จากนั้นค่อยลองดูว่ามีวิธีรักษาพิษเหมันต์ให้ท่านหรือไม่” เธอเอ่ยอย่างเอาใจอยู่บ้าง อันที่จริงเขาช่วยจวนตระกูลเฟิ่งไว้ครั้งใหญ่ ซ้ำยังมาหาจากที่ห่างไกลเพียงนั้นโดยเฉพาะ เธอรู้เจตนานั้นดี สำหรับพิษเหมันต์พันปีในร่างเขา หากมีวิธีรักษาก็หวังว่าจะช่วยเขาบรรเทาได้
ครั้งนั้นในป่าเก้าหมอบยังเคยเห็นท่าทางเมื