่อพิษเหมันต์ของเขากำเริบ ช่างบีบหัวใจจริงๆ แต่น่าเสียดาย ถึงอย่างไรก็เป็นพิษเหมันต์พันปี หากเป็นพิษเหมันต์ทั่วไปคงไม่ต้องลงแรงรักษาเช่นนี้
ได้ยินดังนั้น เจ้าตำหนักก็ไม่พูดอะไร หยิบกริชออกมาปาดข้อมือทันที แล้วหยิบขวดใบเล็กมารองเลือดยื่นให้นาง
เฟิ่งจิ่วเบิกตาอย่างตกตะลึง มองข้อมือที่ยังมีเลือดหยด เปล่งเสียงสบถอย่างอดไม่ได้ “สมองท่านมีปัญหาแล้วกระมัง? ข้าบอกว่าต้องการเลือดหนึ่งขวดเล็กก้ไม่ใช่ว่าต้องการเดี๋ยวนี้! ท่านจะปาดข้อมือโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงไปทำไม? รังเกียจเลือดมากนักหรือ?”
แม้จะด่าว่า กลับยังคงรับขวดเล็กใบนั้นที่เขายื่นมาให้ แล้วหยิบยากับผ้าพันแผลจากห้วงมิติออกมาทำแผลให้เขาอย่างรวดเร็ว
เจ้าตำหนักก้มหน้ามองสาวน้อยที่กำลังทำแผลให้พลางสอนสั่งไม่หยุดหย่อน ด่าไปกลับอดรู้สึกอบอุ่นใจไม่ได้ ดวงตาดำลึกล้ำคู่นั้นยามนี้ฉายแววอ่อนโยน รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นตรงริมฝีปากเขาอย่างที่ไม่อาจสังเกต
“ไม่เป็นไร เลือดนิดเดียวเท่านั้น”
เขาปริปากเอ่ย น้ำเสียงนุ่มนวลผิดปกติ สำหรับเขามันเป็นแค่เลือดเล็กน้อยจริงๆ บาดแผลแค่นี้ปกติล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่ จะพันหรือไม่พันแผลก็ไม่เป็นไร
“เรียบร้อยแล้ว” เฟิ่งจิ่วพูดพลางมองข้อมือเขาอย่างพึงพอใจ แล้วถอยห่างไปหนึ่งก้าว
เมื่อสายตาเจ้าตำหนักเคลื่อนออกจากร่างนาง หยุดลงบนข้อมือที่นางพันแผลให้เรียบร้อย มุมปากกลับกระตุก
ใช้ผ้าพันแผลสีแดงน่ะไม่เท่าไหร่ ผ้าพันแผลนั้นเห็นแล้วก็ร