ีกขาดมาอยู่ตรงเอว เผยให้เห็นผิวขาวราวหิมะ ทว่าบนผิวนั้นยามนี้กลับมีรอยช้ำดำเขียว และเขาก็กำลังทายาตรงจุดที่เขียวช้ำ จากนั้นนวดเบาๆ ทำให้เลือดที่คั่งจางหาย
ทุกครั้งที่นวดถู สิ่งที่กลับคืนมาคือเสียงสูดหายใจของเฟิ่งจิ่ว ชัดเจนว่าเขาไม่ได้ใช้แรงอะไร กลับยังคงเห็นนางเจ็บเสียจนตรงหน้าผากมีเหงื่อไหล เห็นใบหน้าเล็กยู่เป็นก้อนเขาก็เจ็บปวดใจอย่างอดไม่ได้ มือยิ่งเบาลงตามไปด้วย เดิมทีนวดเบาๆ จึงเปลี่ยนเป็นลูบอย่างเบามือ ทำแบบนี้ก็ไม่เจ็บแล้ว แต่เฟิ่งจิ่วกลับขนลุกชันขึ้นมาทั้งร่าง
“พอแล้วๆ ไม่ต้องถูแล้ว”
ได้ยินคำพูดพร้อมใบหน้าไม่ชอบใจนั้น สีหน้าเจ้าตำหนักยมราชยิ่งดำคร่ำเครียด แต่นึกถึงที่เขาทำให้เอวนางพกช้ำดำเขียวก็ไม่อาจโกรธลงได้ เมื่อนึกถึงคลื่นลมปั่นป่วนของตนเองก่อนหน้านี้ ใบหูจึงร้อนผ่าวขึ้นทันควัน โทสะที่ระงับไว้หายไป ยามนี้ถึงจะอักอ่วนขึ้นมาบ้าง
แต่คนหยิ่งยโสเช่นเขา ต่อให้อักอ่วนก็จะไม่ให้นางมองออก ด้วยเหตุนี้สีหน้าจึงเคร่งขรึม เม้มริมฝีปากบาง และถอยออกไปด้วยท่าทีหยิ่งผยองเฉยชา ยืนอยู่ข้างเตียงพลางมองสาวน้อยที่กำลังนอนคว่ำ
สายตาหยุดลงบนเสื้อผ้าที่โดนเขาฉีกขาด แววตาสั่นไหวเล็กน้อย กระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยถามว่า “เสื้อผ้าเจ้าอยู่ไหน? ข้าจะเอามาให้เจ้าเปลี่ยน”
เฟิ่งจิ่วถลึงตามองเขา กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ท่านออกไปเรียกเหลิ่งซวงเข้ามา ให้คนเตรียมน้ำไว้ข้าจะอาบ”
เจ้าตำหนักยมราชชำเลืองมองนาง เมื่อ