ยใจถึงจะวางใจลงได้
ยามนี้ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังทั้งสี่ก็ได้สติกลับมาจากความตื่นตกใจแล้วมองหน้ากัน ต่างกดความตกตะลึงประหลาดใจและความสั่นไหวจากจิตใจและสายตาไว้ไม่ได้ สายตามองไปทางคนที่เป็นลมล้มลง ก่อนจะรีบร้อนเดินเข้ามา
“พวกท่านจะทำอะไร!”
หลัวอวี่จ้องพวกเขาอย่างระมัดระวัง มือหนึ่งดึงกระบี่คมพยับที่นายท่านแทงไว้บนพื้นเก็บเข้าห้วงมิติ แล้วค่อยอุ้มนางถอยห่างด้วยความรวดเร็ว แอบคิดในใจว่า ‘หากสี่คนนี้มีเจตนาร้ายกับพวกเขา ด้วยกำลังเขาเกรงว่าจะปกป้องนายท่านไม่ได้แน่’
“เจ้าไม่ต้องกังวล พวกเราไม่ได้มีเจตนาร้าย” หนึ่งในนั้นพูดขึ้นพร้อมให้สัญญาณว่าเขาไม่ต้องวิตก
“พวกเรารับนางเป็นนายแล้ว นางจึงเป็นนายท่านของพวกเรา หาที่วางนางลงก่อนเถอะ พวกเราจะดูอาการนางให้เอง” อีกคนหนึ่งบอก มองไปรอบๆ สถานที่ที่มีกลิ่นเหม็นกระจายคิ้วก็ขมวดกันขึ้นมา
สองคนนอกนั้นต่างพยักหน้า กล่าวว่า “ถูกต้อง สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นเลือดรุนแรงนัก ออกไปก่อนค่อยคุยกันเถอะ”
เห็นเช่นนี้หลัวอวี่ก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาร่วมกันต่อกรกับชายชราคนนั้น ถึงจะวางใจพยักหน้าบอกว่า “ขอรับ” จากนั้นจึงอุ้มเฟิ่งจิ่วที่หมดสติออกจากที่นี่โดยเร็ว พวกเขาตามหาสถานที่ใหม่ที่ห่างไกลจากกลิ่นเลือดแล้วหยุดลง
หลัวอวี่วางนางลงบนพื้นหญ้า ถึงจะเอ่ยถามอย่างเป็นกังวล “บนตัวนายท่านไม่มีบาดแผลอะไร แต่ทำไมถึงหมดสติไป? จะบาดเจ็บภายในหรือไม่?” เขาไม่ใช่ฟั่น