หลินไม่รู้เรื่องการแพทย์ ตอนนี้จึงไม่รู้ว่านางบาดเจ็บภายในหรือไม่
“ข้าขอดูหน่อย”
ผู้ฝึกตนระดับหลอมแก่นพลังคนหนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น เข้าไปจับชีพจรนางไม่ทันไรก็ดึงมือกลับ บอกว่า “เพราะนางใช้เลือดลมเกินขนาดจึงสลบไป เลือดลมที่นางใช้ในการโจมตีครั้งสุดท้ายนั้นคงมากเกินควรถึงได้ทนไม่ไหวจนหมดสติ ไม่มีอะไรร้ายแรง พักผ่อนไปสักพักก็จะฟื้น”
เห็นเขาพูดเช่นนี้หลัวอวี่ก็พยักหน้าไม่เอ่ยอะไรอีก แค่นั่งเฝ้าอยู่ข้างกาย
“หลังจัดการบาดแผลพวกเราค่อยมาปรับกลิ่นอายเพื่อรักษาตัวกันเถอะ!”
พวกเขาพูดพลางมองหน้ากัน เดินไปเปลี่ยนชุดคลุมบนตัวที่ขาดรุ่ยเพราะเถ้าถ่านในบริเวณไม่ไกล หยิบยาออกมาพันแผลภายนอกเสียหน่อยแล้วใช้น้ำในถุงใส่น้ำล้างหน้าอย่างลวกๆ จากนั้นค่อยกลับมานั่งขัดสมาธิปรับกลิ่นอายตรงใกล้ๆ เฟิ่งจิ่ว
เวลาในยามค่ำคืนผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ความสงบหลังผ่านอันตรายทำให้คนอดไม่ได้ที่จะผ่อนคลายลง อาจเพราะแรงกดดันอันทรงพลังที่ปกคลุมสถานที่แห่งนี้ไว้ค่อยๆ จางไป ตามด้วยท้องฟ้าที่สว่างขึ้นอย่างช้าๆ ภายในป่าจึงมีเสียงร้องคำรามเบาๆ ของสัตว์ร้ายลอยมาอยู่แว่วๆ
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาต่างนึกไม่ถึงคือเดิมทีคิดว่าเฟิ่งจิ่วจะฟื้นขึ้นมาเมื่อฟ้าสว่าง กลับไม่นึกว่าจะหลับใหลไปเป็นเวลาถึงสามวันสามคืน…
และในขณะที่เธอกำลังหมดสติ ภายในเมืองอวิ๋นเยวี่ยก็มีภัยพิบัติที่ไม่คาดคิดมาเยือนตระกูลเฟิ่งอย่างไร้ซึ่งคำเตือนทำให้พวกเขาไม่ทันรับมือ…
…