้อนดินตัวเลอะเท้าถ่าน เส้นผมล้วนมีกลิ่นไหม้ลอยออกมาอยู่บ้าง
ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาทุกคนจะโกรธเกรี้ยวเช่นนี้ เดาว่าหากไม่เห็นอยู่ในฐานะคนของตนหลัวอวี่คงถูกรุมทึ้งเป็นแน่
“เจ้าหนูโยนให้แม่นๆ หน่อยไม่ได้หรือ? โยนไปทางตาแก่โน่น!” หนึ่งในพวกนั้นก่นด่าพลางชี้หัวหน้าที่ตัวเปื้อนเท้าถ่านเช่นกันคนนั้น
ได้ยินคำพูดนี้ หลัวอวี่นิ่งงันเนิ่นนานกว่าจะได้สติกลับมา พยักหน้าอย่างมึนงง “โอ้ ขอรับ งั้นตอนข้าโยนพวกท่านก็หลบออกไปหน่อย มิเช่นนั้น…” เขากลืนน้ำลาย พลันรู้สึกว่าสายตาคนพวกนี้แปรเปลี่ยนเป็นน่ากลัวเพราะคำพูดเขา
“หลัวอวี่ เจ้าถอยไปนอกค่ายกลก่อนเถอะ” เฟิ่งจิ่วหยิบกระบอกระเบิดสองสามอันที่เขากอดไว้ในอ้อมแขนมาทันใด คิดว่าหากเข้าใกล้ไม่ได้ใช้ระเบิดไปตรงๆ ก็ทำลายดวงตาค่ายกลนั้นได้เช่นกัน
“ขอรับ นายท่านระวังตัวด้วย อานุภาพมันรุนแรงมาก ท่านต้องหลบออกมาบ้าง” หลัวอวี่กำชับจากนั้นค่อยถอยออกไปไกลร้อยเมตรอย่างรวดเร็ว เพราะล้วนมีแต่ผู้แข็งแกร่งระดับหลอมแก่นพลังสู้กันอยู่จึงทนพลังพวกนั้นไม่ไหวจริงๆ
“พวกท่านล้อมเขาไว้ รอข้าทำลายดวงตาค่ายกลได้กำลังเขาจะลดลงมาก!” เธอตะโกนไปทางผู้ฝึกตนสี่คนนั้น ขณะเดียวกันก็ตวัดกระบี่คมในมือปล่อยพลังกระบี่จู่โจมตัดไปทางหัวกะโหลกที่ล้อมอยู่รอบๆ ดวงตาค่ายกลนั้นในแนวตั้ง
“ฟิ้ว!”
“ผัวะๆๆ!”
พลังกระบี่แนวครึ่งโค้งโจมตีออกไปพุ่งชนหัวกะโหลกพวกนั้นเสียงดังสนั่น ทว่าหลังจากฝุ่นควันตลบลงกลับ