นข้างเล็กน้อยเพี่อถามพ่อบ้านข้างกาย “คุณหนูใหญ่พวกเจ้าไม่ได้บอกรึว่าไปไหน? จะกลับมาเมื่อไหร่?”
พ่อบ้านยิ้มๆ กล่าวอย่างขออภัย “เรื่องนี้พวกเราเป็นบ่าวรับใช้จึงไม่ทราบขอรับ”
ได้ยินเช่นนี้ มู่หรงอี้เซวียนถึงจะไม่ถามอะไรมากอีก ก่อนจะสาวก้าวออกประตูใหญ่จวน
ภายในพระราชวัง
“ปัง!”
หลังฟังรายงานสมุหนายกจบ มู่หรงป๋อก็ตบมือหนึ่งลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง ลุกยืนขึ้นด้วยความโมโห ตะโกนเสียงดังลั่น “ทหาร! จับเฟิ่งเซียวไปขังไว้ในคุกซะ!”
สมุหนายกที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินคำพูดนี้ก็รีบร้อนห้ามปราม “ใจเย็นก่อนพะยะค่ะท่านผู้ครองแคว้น ทำเช่นนี้ไม่ได้แน่นอน”
“เฟิ่งเซียวช่างเหิมเกริมเหลือเกิน! หากไม่สั่งสอนเขา คงลืมไปแล้วว่าตนเป็นข้าราชสำนักของข้า!” มู่หรงป๋อสีหน้าโกรธเคือง กล่าวเสียงเข้ม “ฝ่าฝืนปฏิเสธไม่รับราชโองการอย่างโจ่งแจ้ง ลำพังแค่เรื่องนี้ข้าก็ลงโทษเขาฐานไม่เคารพได้แล้ว!”
สมุหนายกถอนหายใจ บอกว่า “แต่ท่านผู้ครองแคว้น ถึงอย่างไรเฟิ่งเซียวก็ไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งบ้านตระกูลเฟิ่งมีเขาคอยป้องกัน หากจับเขามาขังไว้ในคุกจำจะต้องทำให้กลุ่มอำนาจจวนตระกูลเฟิ่งวุ่นวาย ทำเช่นนี้ไม่ได้จริงๆ พะยะค่ะ”
“หรือจะยกประโยชน์ให้เขาเช่นนี้? ไม่เอาเรื่อง? งั้นข้าจะเอาหน้าไปไว้ไหนได้?” ความโกรธในใจเขายากจะขจัด นึกถึงช่วงก่อนหน้านั้นที่ถูกปฏิเสธให้อยู่หน้าประตู ตอนนี้ยังละเมิดไม่ปฏิบัติตามราชโองการและท้าทายอำนาจเขาอีก ความอดทนเขาถึงขีดสุ