ก็ถามว่า “ท่านอาเซียว ชิงเกออยู่บ้านหรือไม่? เรื่องนี้นางรู้หรือยังขอรับ?”
“นางไม่อยู่ ออกไปข้างนอกยังไม่กลับมา”
เพราะลูกสาวคนโปรดไม่อยู่บ้าน หนำซ้ำช่วงนี้ท่านผู้เฒ่ายังเก็บตัวอยู่ ดังนั้นจวนจึงมีเพียงเขาที่เฝ้าอยู่ ยามนี้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นพวกเขาสองคนจึงยังไม่รู้เรื่อง
เดิมคิดว่าจะทำให้เรี่องนี้มันชัดเจนก่อนที่พวกเขาจะรู้ ใครจะนีกว่าแม้แต่หน้าผู้ครองแคว้นยังไม่ได้เห็น นึกถึงตรงนี้ความโกรธเคืองในท้องก็ปะทุออกมา
“เสด็จพ่อท่านจะทำอะไรกันแน่? เรื่องเช่นนี้จะไม่ถามพวกเราแล้วตัดสินเอาเองได้เช่นไร? หากชิงเกอรู้เรื่องนี้เข้า ก็รู้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก เขานี่หาเรื่องเสียจริง”
มู่หรวงอี้เซวียนเม้มริมฝีปาก บอกว่า “หลังข้าได้ยินข่าวนี้ก็เข้าวังพยายามห้ามปรามทันที แต่ข้าเห็นว่าเสด็จพ่อเหมือนจะตัดสินใจแน่วแน่ เรื่องนี้เกรงว่าจะไม่มีทางให้หันหลังกลับแล้ว ไม่งั้นเขาจะไม่ปฏิเสธไม่พบท่าน”
“เรื่องนี้เราไม่ยอมรับแน่นอน!”
เฟิ่งเซียวลุกยืนขึ้นบอกกับมู่หรงอี้เซวียนว่า “ในเมื่อข้าพบหน้าผู้ครองแคว้นไม่ได้ งั้นขอท่านอ๋องสามส่งสาสน์แทนด้วย ตระกูลเฟิ่งเรามีชิงเกอเป็นลูกคนเดียว จะรับเรื่องนี้ได้เช่นไร!”
มู่หรงอี้เซวียนคิดไตรตรอง กำลังจะเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงมอบราชโองการลอยมาจากด้านนอก
“มีราชโองการ! เฟิ่งชิงเกอรับราชโองการ!”
ได้ยินเสียงมอบราชโองการนั้น เฟิ่งเซียวก็เดินออกมาพร้อมสีหน้าเคร่งเครียด เหลือบมองคนท