าไว้”
“ท่านอ๋องสามเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่คนหนุ่มสาวรุ่นเดียวกันของแคว้นแสงสุริยันเรา อันที่จริงคุณหนูใหญ่ตระกูลเฟิ่งได้แต่งงานกับเขาก็นับว่าโชคดีไปสามชาติ ไม่รู้จริงๆ ว่านาง…”
คนคนนั้นพูดๆ อยู่ สายตาชำเลืองมองไปโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นก็เบิกดวงตาโตด้วยความตกตะลึง
สองคนข้างกายเห็นท่าทางจึงหันกลับไปมอง พอเห็นก็เบิกตากว้างอย่างตื่นตกใจ นอกจากความเหลือเชื่อยังมีความอึดอัดใจอยู่บ้าง พวกเขาไม่นึกว่าคำพูดลับหลังนี้จะถูกคู่กรณีได้ยินเข้า
ฟังคำพูดพวกนั้น เฟิ่งจิ่วยิ้มเบาๆ เหลือบมองสองสามคนนั้น แล้วขี่เหล่าไป๋ไปยังจวนตระกูลเฟิ่ง
ที่แท้พี่ชายเธอก็กลายเป็นอันอับหนึ่งในรายชื่อตลาดมืดภายในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงนี้ ซ้ำยังซื้อคฤหาสน์ ไม่เลวเลยจริงๆ
ส่วนเรื่องการหมั้นหมายกับมู่หรงอี้เซวียน… กลับไปค่อยแก้แล้วกัน!
รอนางเดินไปไกล นานสักพักคนพวกนั้นถึงจะผ่อนคลายจิตใจลงมา พูดอย่างติดอ่างว่า “นั่น นั่นคุณหนูใหญ่จวนตระกูลเฟิ่งเฟิ่ง เฟิ่งชิงเกอนี่? หน้านางหายดีแล้วรึ?”
“ดูท่าทางจะหายแล้ว บอกว่าออกไปฝึกวิชา เดาว่าคงไปหาหมอรักษาใบหน้า”
อีกคนหนึ่งพูดจบ ในดวงตาเต็มไปด้วยความตะลึงในความงาม “สมกับเป็นสาวงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นแสงสุริยันเราจริงๆ รูปโฉมและท่าทางระดับนี้ ช่างน่าตะลึงโดยแท้…”
เพราะเหล่าไป๋ที่เฟิ่งจิ่วขี่อยู่ทั้งคล้ายมังกรและเหมือนม้าจึงเด่นชัดอย่างยิ่ง ประกอบกับใบหน้าที่คืนสถาพ รูปลักษณ์อันงามเลิศจึ