ิ่งจิ่วสั่นไหวเล็กน้อย ยิ้มบางๆ โดยไม่พูดอะไร
ไม่นานนัก หญิงสาวก็ทิ้งหยางหยางไว้ด้านหน้าให้อยู่เป็นเพื่อนเฟิ่งจิ่ว แล้วหมุนตัวเข้าไปด้านหลัง
“หยางหยาง คนที่พักบ้านหลังถัดไปเป็นใครกัน?” เฟิ่งจิ่วมองเด็กชายที่กำลังกินไข่ไก่พลางถาม
“เป็นท่านปู่ท่านย่าขอรับ แต่พวกท่านสุขภาพไม่ดี มักจะอยู่แต่ในเรือนไม่ยอมออกมา”
“อ้อ? งั้นพ่อเจ้าล่ะ เขาอยู่บ้านด้วยหรือไม่?”
“ครั้งก่อนมีคนไม่ดีมา ทำท่านพ่อบาดเจ็บ ตอนนี้จึงรักษาตัวอยู่บนเตียงขอรับ!” เขายื่นไข่ไก่แดงให้เฟิ่งจิ่ว พูดอย่างอ่อนหวานว่า “พี่ชาย ท่านกินด้วยกันสิ! ท่านแม่บอกว่ากินไข่ไก่แดงถึงจะเติบโตได้อย่างอยู่ดีมีสุข”
ได้ยินเช่นนี้ เธอยิ้มเล็กน้อย รับไข่ไก่มาแกะเปลือกกิน ผ่านไปสักพัก หญิงสาวคนนั้นก็ยกพวกผักกับเนื้อและข้าวสองชามเข้ามา บอกกับเฟิ่งจิ่วว่า “ในบ้านไม่มีของอะไรอย่างอื่นแล้ว ผักเป็นพืชป่า ส่วนเนื้อเป็นเนื้อกระต่ายป่าที่จับได้ในป่า คุณชายก็ทานเสียหน่อยเถอะ”
จากนั้นค่อยพาหยางหยางลงไป ปล่อยเฟิ่งจิ่วกับเหลิ่งซวงอยู่ด้านหน้าสองคน
รอจนนางออกไปแล้ว เฟิ่งจิ่วมองผักกับเนื้อสัตว์และข้าวสองชามบนโต๊ะก่อนบอกเหลิ่งซวง “นั่งลงกินกันก่อน แม้คนบ้านนี้จะแปลกไปหน่อย แต่คงไม่เป็นอันตรายกับพวกเรา”
ได้ยินนายท่านพูดถึงเพียงนั้น เหลิ่งซวงก็ขานรับ นั่งลงข้างโต๊ะยกข้าวขึ้นมากิน
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง บริเวณรอบๆ เหมือนจะยิ่งหนาวขึ้น แม้แต่เสียงแมลงด้านนอกยังชัดเจนยิ