นมีที่ดินมาก เวลาที่ต้องใช้ก็มากตามไปด้วย
ที่ผ่านมาคนในหมู่บ้านสกุลจูไม่ได้ไถดินกันอย่างพิถีพิถันเช่นนี้ แต่ละบ้านจึงใช้เวลาในการไถดินไม่มาก วัวไม่กี่ตัวก็พอสำหรับการใช้งานแล้ว แต่เมื่อเปลี่ยนมาทำนาน้ำ แต่ละบ้านต้องใช้วัวในการไถนานานกว่าเดิม รอจนถึงปีหน้ายังจะพอใช้งานได้อย่างไร?
เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสได้ยินเช่นนั้นก็ใจหายวาบ พวกเขาไม่เคยใคร่ครวญถึงเรื่องนี้มาก่อน “แล้ว…แล้วจะทำอย่างไรเล่า?”
“จูต้าเหนียง ท่านต้องช่วยคิดวิธีรับมือนะ คนอื่นไม่มีกำลังจะซื้อวัวเหมือนครอบครัวพวกท่าน คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านพวกเราล้วนเป็นคนยากจน พวกเขาซื้อวัวไม่ไหวหรอกนะ”
……
หากกล่าวจากอีกมุมหนึ่งก็เป็นเพราะคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านซื้อวัวไม่ไหว ไม่มีกำลังพอจะทำเกวียนเทียมวัว พวกเขาจึงสามารถหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ จากเกวียนเทียมวัว
ถ้าทุกบ้านมีวัวกันหมดแล้ว ยังจำเป็นต้องใช้เกวียนเทียมวัวของพวกเขาอีกหรือ?
แต่เมื่อเทียบกับเรื่องนี้ การเพาะปลูกในปีหน้าต่างหากจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เย่อวี๋หรานยิ้มบาง ๆ พลางกล่าวว่า “ไม่ต้องร้อนใจ ทุกคนแค่ยังซื้อไม่ไหวในตอนนี้ รอจนถึงปีหน้า คนที่ซื้อไหวจะต้องมีมากกว่าเดิมแน่นอน”
“หมายความว่าอย่างไร?” เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสสงสัย
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “พวกท่านลืมภัตตาคารที่บ้านข้าเปิดร่วมกับคนอื่นไปแล้วหรือ?”
“ท่านหมายถึงมันเทศ?” เจ้าหน้าที่พลันนึกขึ้นมาได้
ปีที่แล้ว พวกเขาก็อาศัยการขายม